Messenger

"ยาลดกรด ยาแก้ปวด ยาคลายเส้น" ซื้อกินเอง ส่งผลเสียต่อไตและตับในระยะยาว?

October 26 / 2026

 

          การซื้อยาลดกรด ยาแก้ปวดบางชนิด และยาคลายกล้ามเนื้อรับประทานเองเป็นประจำต่อเนื่องยาวนาน โดยไม่ได้อยู่ในความดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร ส่งผลเสียต่อการทำงานของตับและไตในระยะยาว ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ส่งผลให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตหดตัว เสี่ยงต่อ ภาวะไตวายเฉียบพลันและไตวายเรื้อรัง ขณะที่ยาพาราเซตามอลปริมาณสูงหรือยาคลายกล้ามเนื้อบางชนิดจะตกค้างและทำลายเซลล์ตับ จนนำไปสู่ ภาวะตับอักเสบ นอกจากนี้ ยาลดกรดบางประเภทที่ทานติดต่อกันนาน ๆ อาจบดบังอาการของโรคร้ายในกระเพาะอาหารและขัดขวางการดูดซึมแร่ธาตุสำคัญ การเข้ารับ การตรวจคัดกรองฟังก์ชั่นตับและไตร่วมกับการปรับใช้ยาเฉพาะบุคคล คือแนวทางป้องกันและปกป้องอวัยวะภายในให้แข็งแรงยั่งยืน

 

พฤติกรรม "ติดยาบรรเทาอาการ" ในสังคมไทย

          คนไทยวัยทำงานมากกว่า 60% เมื่อมีอาการปวดหลัง ปวดศีรษะ หรือปวดท้อง มักเลือกซื้อยาแก้ปวดกินเอง ก่อนมาพบแพทย์ และกว่า 30% ในกลุ่มนี้มีการทานยาต่อเนื่องเกิน 1 เดือนโดยไม่มีใบสั่งแพทย์  ประเทศไทยมีผู้ป่วย โรคไตเรื้อรัง  สูงถึง 11.6 ล้านคน และพบว่าสาเหตุสำคัญอันดับต้น ๆ นอกเหนือจากเบาหวานและความดัน คือ การใช้ยาแก้ปวดและยาสมุนไพร/ยาชุดที่ไม่ถูกต้อง ภาวะไตเสื่อมจากยาในระยะแรก (ระยะที่ 1-3) มักไม่มีการแสดงอาการปวดหรือผิดปกติใด ๆ ให้เห็น คนไข้ส่วนใหญ่จึงมาพบแพทย์เมื่อเนื้อไตถูกทำลายไปแล้วมากกว่า 70-80%

 

ยาแต่ละตัวส่งผลร้ายต่อตับและไตอย่างไร?

 

1. ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs และยาคลายกล้ามเนื้อ ทำร้าย "ไต" ได้อย่างไร?

          ยาแก้ปวดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), นาพรอคเซน (Naproxen) รวมถึงยาแก้ปวดชุดที่ผสมยาคลายกล้ามเนื้อ

  • กลไกทำลายไต: ยาจะไปยับยั้งการสร้างสารพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ซึ่งมีหน้าที่ขยายหลอดเลือดไปเลี้ยงไต เมื่อทานต่อเนื่อง ทำให้เลือดไปเลี้ยงไตลดลงอย่างรวดเร็ว เซลล์ไตขาดเลือดและเกิดการอักเสบ นำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลันหรือไตเสื่อมเรื้อรัง
  • ผลกระทบแทรกซ้อน : ทำให้เกิดการกักเก็บน้ำและโซเดียม ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร

2. ยาพาราเซตามอลและยาคลายเส้น ส่งผลอันตรายต่อ "ตับ" อย่างไร?

  • ยาสะสมในตับ : ยาทุกชนิดที่รับประทานเข้าไปจะต้องผ่านการเมแทบอลิซึม (เผาผลาญ) ที่ตับ การทานยาพาราเซตามอลเกินขนาด (เกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน) หรือทานติดต่อกันเกิน 5-7 วัน จะทำให้เกิดสารพิษที่เป็นผลผลิตจากการย่อยยา (NAPQI) สะสมจน เซลล์ตับถูกทำลายและเกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน

  • ยาคลายกล้ามเนื้อบางชนิด : หากทานร่วมกับแอลกอฮอล์หรือใช้ต่อเนื่องโดยไม่ประเมิน จะเพิ่มภาระการทำงานของตับอย่างมหาศาล

3. ยาลดกรด ทานต่อเนื่องนาน ๆ มีอันตรายซ่อนอยู่หรือไม่?

  • บดบังอาการโรคร้าย : การทานยาลดกรดเป็นประจำเพื่อบรรเทาอาการแสบท้อง อาจบดบังอาการของ แผลในกระเพาะอาหารรุนแรง หรือมะเร็งทางเดินอาหาร ทำให้เสียโอกาสในการรักษาตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม

  • ผลต่อแร่ธาตุและไต : ยาลดกรดกลุ่มยับยั้งการหลั่งกรด (PPIs) หากทานต่อเนื่องเป็นปี ๆ อาจลดการดูดซึมวิตามิน B12, แคลเซียม, แมกนีเซียม และมีงานวิจัยพบว่าสัมพันธ์กับ การเกิดภาวะไตอักเสบเรื้อรัง (Interstitial Nephritis)

 

สัญญาณเตือนภัย : ร่างกายกำลังประท้วงว่า "ตับและไตเริ่มไม่ไหว"

          หากคุณมีประวัติทานยาแก้ปวด ยาคลายเส้น หรือยาลดกรดบ่อย ๆ และเริ่มมีอาการเหล่านี้ ควรเข้าพบแพทย์ทันที

  • สัญญาณเตือนทางไต : ปัสสาวะเป็นฟองมากผิดปกติ, ปัสสาวะสีน้ำชาเข้ม, มีอาการบวมที่หลังเท้า หน้าแข้ง หรือหนังตา, ความดันโลหิตสูงขึ้นผิดปกติ
  • สัญญาณเตือนทางตับ : อ่อนเพลียเรื้อรัง, ตาเหลือง ตัวเหลือง, คลื่นไส้อาเจียน, แน่นท้องบริเวณชายโครงขวา

 

ตรวจเช็กสุขภาพตับไตเฉพาะบุคคล

 

          โรงพยาบาลของเรามุ่งเน้นการดูแลป้องกันเชิงรุก เพื่อช่วยให้คุณใช้ยาได้อย่างปลอดภัยและปกป้องอวัยวะภายในอย่างตรงจุด 

1. การตรวจคัดกรองการทำงานของตับและไตอย่างละเอียด

  • การตรวจฟังก์ชั่นไต : ตรวจค่า Blood Urea Nitrogen (BUN), Creatinine และคำนวณอัตราการกรองของไต (eGFR) ร่วมกับการตรวจปัสสาวะเพื่อหาโปรตีนรั่ว (Microalbuminuria)

  • การตรวจฟังก์ชั่นตับ : ตรวจค่าเอนไซม์ตับ (AST, ALT, ALP) และค่าบิลิรูบิน เพื่อประเมินภาวะตับอักเสบหรือเซลล์ตับบาดเจ็บ

2. บริการเภสัชกรรมคลินิกและการปรับใช้ยาเฉพาะบุคคล

          ทีมเภสัชกรและแพทย์เฉพาะทางจะร่วมกันประเมินประวัติการใช้ยา จัดทำ "สมุดประวัติการแพ้ยาและใช้ยาประจำตัว" พร้อมทั้งแนะนำทางเลือกการรักษาอื่น ๆ เช่น การทำกายภาพบำบัด หรือการปรับเปลี่ยนโภชนาการ เพื่อลดการพึ่งพายาเคมีโดยไม่จำเป็น

           "ยาไม่ใช่ขนม การบรรเทาอาการปวดชั่วคราวด้วยการซื้อยากินเอง อาจแลกมาด้วยการเสื่อมสภาพถาวรของตับและไต" การเข้ารับการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดหลัง หรืออาการกรดไหลย้อน แล้วรักษาให้ตรงจุดภายใต้คำแนะนำของแพทย์ คือวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องอวัยวะภายใน คืนสุขภาพที่แข็งแรงให้คุณสามารถอยู่ดูแลครอบครัวได้อย่างยาวนาน

 

ข้อปฏิบัติในการใช้ยาอย่างปลอดภัย

  • อย่าซื้อยาชุดหรือยาบรรเทาอาการกินเองเรื้อรัง: หากอาการปวดหรือจุกแน่นไม่ดีขึ้นภายใน 3-5 วัน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

  • อ่านฉลากและไม่ทานยาซ้ำซ้อน: เช็กชื่อตัวยาสำคัญเสมอ เพื่อป้องกันการได้รับตัวยาเดียวกันซ้ำจากยาหลายเม็ด
  • แจ้งประวัติการใช้ยาเสมอ: ทุกครั้งที่พบแพทย์หรือเภสัชกร ให้แจ้งรายชื่อยา วิตามิน และสมุนไพรทั้งหมดที่กำลังรับประทานอยู่
  • ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ: การดื่มน้ำอย่างน้อย 8-10 แก้วต่อวัน ช่วยให้ไตขับผลิตภัณฑ์จากการย่อยยาออกจากร่างกายได้ดีขึ้น

 

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจคัดกรองตับและไต

  • งดอาหารและเครื่องดื่ม (ดื่มน้ำเปล่าได้) ล่วงหน้าอย่างน้อย 8-12 ชั่วโมงก่อนการเจาะเลือดตรวจฟังก์ชั่นตับและระดับน้ำตาล
  • นำตัวอย่างยาหรือซองยาจริงทั้งหมดที่รับประทานเป็นประจำมาให้แพทย์และเภสัชกรช่วยประเมินในวันตรวจ

 

          โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา ใส่ใจในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมเราพร้อมดูแลเข้าใจถึงความกังวลของคุณ พร้อมดูแลสุขภาพอวัยวะภายในของคุณด้วยทีมอายุรแพทย์โรคไต อายุรแพทย์โรคตับ และทีมเภสัชกรคลินิกที่มีความเชี่ยวชาญ พร้อมด้วยห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ที่ทันสมัย ได้มาตรฐานสากล เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยง คัดกรองภาวะตับไตเสื่อมในระยะเริ่มต้น และวางแผนการใช้ยาอย่างปลอดภัย เพื่อให้คุณและสมาชิกในครอบครัวมีสุขภาพดี ปราศจากโรคแทรกซ้อนในระยะยาว