เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้🍪
เราใช้ Cookies เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ออนไลน์ที่ดีที่สุด สรุปนโยบายความเป็นส่วนตัวและ Cookies อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

การซื้อยาลดกรด ยาแก้ปวดบางชนิด และยาคลายกล้ามเนื้อรับประทานเองเป็นประจำต่อเนื่องยาวนาน โดยไม่ได้อยู่ในความดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร ส่งผลเสียต่อการทำงานของตับและไตในระยะยาว ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ส่งผลให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไตหดตัว เสี่ยงต่อ ภาวะไตวายเฉียบพลันและไตวายเรื้อรัง ขณะที่ยาพาราเซตามอลปริมาณสูงหรือยาคลายกล้ามเนื้อบางชนิดจะตกค้างและทำลายเซลล์ตับ จนนำไปสู่ ภาวะตับอักเสบ นอกจากนี้ ยาลดกรดบางประเภทที่ทานติดต่อกันนาน ๆ อาจบดบังอาการของโรคร้ายในกระเพาะอาหารและขัดขวางการดูดซึมแร่ธาตุสำคัญ การเข้ารับ การตรวจคัดกรองฟังก์ชั่นตับและไตร่วมกับการปรับใช้ยาเฉพาะบุคคล คือแนวทางป้องกันและปกป้องอวัยวะภายในให้แข็งแรงยั่งยืน
พฤติกรรม "ติดยาบรรเทาอาการ" ในสังคมไทย
คนไทยวัยทำงานมากกว่า 60% เมื่อมีอาการปวดหลัง ปวดศีรษะ หรือปวดท้อง มักเลือกซื้อยาแก้ปวดกินเอง ก่อนมาพบแพทย์ และกว่า 30% ในกลุ่มนี้มีการทานยาต่อเนื่องเกิน 1 เดือนโดยไม่มีใบสั่งแพทย์ ประเทศไทยมีผู้ป่วย โรคไตเรื้อรัง สูงถึง 11.6 ล้านคน และพบว่าสาเหตุสำคัญอันดับต้น ๆ นอกเหนือจากเบาหวานและความดัน คือ การใช้ยาแก้ปวดและยาสมุนไพร/ยาชุดที่ไม่ถูกต้อง ภาวะไตเสื่อมจากยาในระยะแรก (ระยะที่ 1-3) มักไม่มีการแสดงอาการปวดหรือผิดปกติใด ๆ ให้เห็น คนไข้ส่วนใหญ่จึงมาพบแพทย์เมื่อเนื้อไตถูกทำลายไปแล้วมากกว่า 70-80%
ยาแต่ละตัวส่งผลร้ายต่อตับและไตอย่างไร?

1. ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs และยาคลายกล้ามเนื้อ ทำร้าย "ไต" ได้อย่างไร?
ยาแก้ปวดอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), นาพรอคเซน (Naproxen) รวมถึงยาแก้ปวดชุดที่ผสมยาคลายกล้ามเนื้อ
2. ยาพาราเซตามอลและยาคลายเส้น ส่งผลอันตรายต่อ "ตับ" อย่างไร?
ยาสะสมในตับ : ยาทุกชนิดที่รับประทานเข้าไปจะต้องผ่านการเมแทบอลิซึม (เผาผลาญ) ที่ตับ การทานยาพาราเซตามอลเกินขนาด (เกิน 4,000 มิลลิกรัมต่อวัน) หรือทานติดต่อกันเกิน 5-7 วัน จะทำให้เกิดสารพิษที่เป็นผลผลิตจากการย่อยยา (NAPQI) สะสมจน เซลล์ตับถูกทำลายและเกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลัน
3. ยาลดกรด ทานต่อเนื่องนาน ๆ มีอันตรายซ่อนอยู่หรือไม่?
บดบังอาการโรคร้าย : การทานยาลดกรดเป็นประจำเพื่อบรรเทาอาการแสบท้อง อาจบดบังอาการของ แผลในกระเพาะอาหารรุนแรง หรือมะเร็งทางเดินอาหาร ทำให้เสียโอกาสในการรักษาตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม
สัญญาณเตือนภัย : ร่างกายกำลังประท้วงว่า "ตับและไตเริ่มไม่ไหว"
หากคุณมีประวัติทานยาแก้ปวด ยาคลายเส้น หรือยาลดกรดบ่อย ๆ และเริ่มมีอาการเหล่านี้ ควรเข้าพบแพทย์ทันที
ตรวจเช็กสุขภาพตับไตเฉพาะบุคคล

โรงพยาบาลของเรามุ่งเน้นการดูแลป้องกันเชิงรุก เพื่อช่วยให้คุณใช้ยาได้อย่างปลอดภัยและปกป้องอวัยวะภายในอย่างตรงจุด
1. การตรวจคัดกรองการทำงานของตับและไตอย่างละเอียด
การตรวจฟังก์ชั่นไต : ตรวจค่า Blood Urea Nitrogen (BUN), Creatinine และคำนวณอัตราการกรองของไต (eGFR) ร่วมกับการตรวจปัสสาวะเพื่อหาโปรตีนรั่ว (Microalbuminuria)
2. บริการเภสัชกรรมคลินิกและการปรับใช้ยาเฉพาะบุคคล
ทีมเภสัชกรและแพทย์เฉพาะทางจะร่วมกันประเมินประวัติการใช้ยา จัดทำ "สมุดประวัติการแพ้ยาและใช้ยาประจำตัว" พร้อมทั้งแนะนำทางเลือกการรักษาอื่น ๆ เช่น การทำกายภาพบำบัด หรือการปรับเปลี่ยนโภชนาการ เพื่อลดการพึ่งพายาเคมีโดยไม่จำเป็น
"ยาไม่ใช่ขนม การบรรเทาอาการปวดชั่วคราวด้วยการซื้อยากินเอง อาจแลกมาด้วยการเสื่อมสภาพถาวรของตับและไต" การเข้ารับการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวดหลัง หรืออาการกรดไหลย้อน แล้วรักษาให้ตรงจุดภายใต้คำแนะนำของแพทย์ คือวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องอวัยวะภายใน คืนสุขภาพที่แข็งแรงให้คุณสามารถอยู่ดูแลครอบครัวได้อย่างยาวนาน
ข้อปฏิบัติในการใช้ยาอย่างปลอดภัย
อย่าซื้อยาชุดหรือยาบรรเทาอาการกินเองเรื้อรัง: หากอาการปวดหรือจุกแน่นไม่ดีขึ้นภายใน 3-5 วัน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ
การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจคัดกรองตับและไต
โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา ใส่ใจในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมเราพร้อมดูแลเข้าใจถึงความกังวลของคุณ พร้อมดูแลสุขภาพอวัยวะภายในของคุณด้วยทีมอายุรแพทย์โรคไต อายุรแพทย์โรคตับ และทีมเภสัชกรคลินิกที่มีความเชี่ยวชาญ พร้อมด้วยห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ที่ทันสมัย ได้มาตรฐานสากล เพื่อช่วยประเมินความเสี่ยง คัดกรองภาวะตับไตเสื่อมในระยะเริ่มต้น และวางแผนการใช้ยาอย่างปลอดภัย เพื่อให้คุณและสมาชิกในครอบครัวมีสุขภาพดี ปราศจากโรคแทรกซ้อนในระยะยาว