Messenger

Sleep Test นวัตกรรมตรวจเช็ก 'หยุดหายใจขณะหลับ' ภัยเงียบที่อันตรายกับชีวิต

August 25 / 2026

 

          การตรวจคุณภาพการนอนหลับ (Sleep Test) คือ การบันทึกการทำงานของร่างกายขณะหลับอย่างละเอียด เพื่อวินิจฉัยภาวะผิดปกติ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการตีบตัน การตรวจนี้จะวัดคลื่นสมอง ระดับออกซิเจนในเลือด อัตราการเต้นของหัวใจ และลมหายใจ ช่วยให้แพทย์หาทางแก้ไขปัญหาการนอนได้อย่างตรงจุด ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และอัมพาตในอนาคต

          ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับรุนแรง มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจสูงขึ้นถึง 3 เท่า ประมาณ 25% ของผู้ชาย และ 10% ของผู้หญิง มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับแฝงอยู่โดยไม่รู้ตัว ดังนั้นแสดงให้เห็นได้เลยว่าคุณภาพการนอนนั้นเป็นสิ่งสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ในการใช้ชีวิตของคุณเลย

 

5 สัญญาณเตือน "ระดับวิกฤต" ที่ต้องตรวจ Sleep Test ทันที

        หากคุณมีอาการเหล่านี้แม้เพียง 2 ข้อ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

  1. กรนดังมากสลับกับเสียงเฮือก : เหมือนคนสำลักน้ำหรือหยุดหายใจไปชั่วขณะ
  2. ง่วงจัดในตอนกลางวัน : แม้จะนอนมาหลายชั่วโมงแต่ยังรู้สึกเพลียเหมือนไม่ได้นอน
  3. สะดุ้งตื่นกลางดึก : ตื่นมาหอบหายใจ หรือตื่นมาปัสสาวะบ่อยผิดปกติ (เพราะหัวใจทำงานหนักจนหลั่งฮอร์โมนขับปัสสาวะ)
  4. ปวดหัวตอนเช้า : เกิดจากการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดขณะหลับ และจากการนอนที่ไม่มีคุณภาพ
  5. คอแห้งหรือเจ็บคอเมื่อตื่นนอน : จากการที่ต้องหายใจทางปาก

 

กลุ่มที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษมีภาวะดังต่อไปนี้ร่วมกับ 5 สัญญาณเบื้องต้น เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็น OSA

  • ผู้ที่มีดัชนีมวลกาย (BMI) เกินเกณฑ์ รอบเอวหรือมีรอบคอหนา สำหรับคนไทย BMI ตั้งแต่ 23 ขึ้นไป และ รอบเอวเกิน 90 ซม. (ชาย) / 80 ซม. (หญิง) ถือว่าเกินเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ เนื่องจากไขมันสะสมไปกดทับทางเดินหายใจ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง (NCDs) เช่น ความดันโลหิตสูงที่คุมยาก, เบาหวาน หรือโรคหัวใจ
  • ผู้ที่มีโครงสร้างใบหน้าผิดปกติ เช่น คางสั้น หรือต่อมทอนซิลโตซึ่งขวางทางเดินหายใจ

 

Sleep Test ตรวจอะไรบ้าง ? แตกต่างจากการนอนปกติอย่างไร ?

        ขณะตรวจจะมีเจ้าหน้าที่ ที่ชำนาญการเฉพาะทางติดอุปกรณ์ตรวจวัดตามร่างกาย ซึ่งจะเก็บข้อมูล 4 ส่วนหลัก

  1. ระบบสมอง : ดูระดับความลึกของการนอนหลับ
  2. ระบบหายใจ : ตรวจวัดลมหายใจ และ ประเมินระยะการนอนหลับ ประเมินเรื่องการหยุดหายใจขณะหลับ ประเมินระดับออกซิเจนขณะนอนหลับ
  3. ระดับออกซิเจน : ดูว่าระหว่างหลับร่างกายขาดออกซิเจนบ่อยแค่ไหน
  4. พฤติกรรมขณะหลับ : ตรวจดูการขยับขา หรือพฤติกรรมละเมอที่ผิดปกติ

 

การอ่านผล Sleep Test

           อาจจะดูเหมือนกราฟยุ่งเหยิงในตอนแรก แต่จริงๆ แล้วหัวใจสำคัญที่หมอใช้ตัดสินว่าคุณ "หลับดี" หรือ "หยุดหายใจ" มีตัวเลขหลักๆ ดังนี้

 

1. ค่า AHI (Apnea-Hypopnea Index) - "ดัชนีการหยุดหายใจ"

         นี่คือ "หัวข้อหลัก" ของใบรายงานผล ตัวเลขนี้บอกว่า ใน 1 ชั่วโมง คุณหยุดหายใจหรือหายใจแผ่วไปกี่ครั้ง

  • ค่าปกติ (0-5 ครั้ง/ชม.) : การนอนของคุณปกติมากครับ
  • รุนแรงน้อย (5-15 ครั้ง/ชม.) : เริ่มมีการอุดกั้นทางเดินหายใจบ้าง
  • รุนแรงปานกลาง (15-30 ครั้ง/ชม.) : ร่างกายเริ่มอ่อนเพลียและความดันอาจเริ่มสูง
  • รุนแรงมาก (มากกว่า 30 ครั้ง/ชม.) : "อันตราย" ร่างกายขาดออกซิเจนซ้ำๆ ตลอดคืน ต้องรีบรักษา

 

2. ค่า Oxygen Desaturation - "ระดับออกซิเจนในเลือด"

          ตัวเลขนี้บอกว่าตอนที่คุณหยุดหายใจ ระดับออกซิเจนในร่างกายตกลงไปต่ำแค่ไหน

  • คนปกติ : ควรอยู่ที่ 95-100% ตลอดทั้งคืน
  • ถ้าต่ำกว่า 90% : แสดงว่าหัวใจและสมองเริ่มได้รับออกซิเจนไม่พอ ยิ่งตัวเลขต่ำมาก (เช่น 70-80%) ยิ่งเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน

 

3. Sleep Architecture - "วงจรการหลับ"

         ตัวเลขนี้บอกว่าคุณ "หลับลึก" ได้คุณภาพจริงๆ หรือเปล่า โดยแบ่งเป็น

  • Light Sleep (หลับตื้น) : พักผ่อนได้นิดหน่อย
  • Deep Sleep (หลับลึก) : ช่วงที่ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง (คนที่มีภาวะหยุดหายใจมักจะมีช่วงนี้ "สั้นมาก" หรือไม่มีเลย)
  • REM Sleep (หลับฝัน) : ช่วงที่สมองจัดระเบียบความจำ

         กลุ่มเสี่ยงส่วนใหญ่ : มักจะหลับแต่ตื้นๆ เพราะพอจะหลับลึก ร่างกายก็หยุดหายใจจนต้องสะดุ้งตื่น ทำให้ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนไม่ได้นอน

 

4. Snoring & Heart Rate - "เสียงกรนและอัตราการเต้นของหัวใจ"

  • Snoring: บันทึกว่าคุณกรนดังแค่ไหน และกรนในท่าไหนมากที่สุด (เช่น นอนหงายกรนหนักกว่านอนตะแคง)

  • Heart Rate: ดูว่าจังหวะที่หยุดหายใจ หัวใจเต้นผิดปกติหรือเต้นเร็วขึ้นเพื่อชดเชยออกซิเจนที่หายไปหรือไม่

          ถ้าจะสรุปง่ายๆ จากวิธีอ่านผล Sleep Test ที่ง่ายที่สุดคือดูที่ค่า AHI (จำนวนครั้งที่หยุดหายใจต่อชั่วโมง) หากค่านี้สูงกว่า 15 และมีระดับ ออกซิเจนต่ำกว่า 90% แสดงว่าคุณมีความเสี่ยงสูงต่อโรคหลอดเลือดและหัวใจ แพทย์จะเลือกการรักษาให้เหมาะสมกับลักษณะความรุนแรงของโรค อายุ โรคประจำตัว ไลฟ์สไตล์ และความคาดหวังของผู้ป่วย โดยส่วนใหญ่จะมีระดับความรุนแรงสูง แพทย์มักจะแนะนำให้ใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (Continnous Positive Airway pressure : CPAP) เพื่อเปิดทางเดินหายใจให้คุณกลับมามีการนอนหลับที่ต่อเนื่อง "หลับลึก" และได้รับออกซิเจนเต็มที่อีกครั้ง

 

          โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา ใส่ใจในการดูแลสุขภาพการนอนของคุณ รองรับการตรวจ Sleep Test ให้เหมือนการพักผ่อนในโรงแรมคุณภาพดี เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลายและได้ข้อมูลการนอนที่เป็นธรรมชาติที่สุด นี่คือ 5 ขั้นตอนง่ายๆ ที่จะทำให้คุณเห็นว่าการตรวจนี้ "สบายและไม่น่ากลัว" อย่างที่คิด

  1. เช็กอินความสบาย  - เมื่อเดินทางมาถึงโรงพยาบาล คุณจะได้พบกับห้องตรวจที่เป็น Private Room ส่วนตัว ตกแต่งบรรยากาศอบอุ่น แสงไฟสลัว และเตียงนอนที่หนานุ่มเหมือนบ้านหรือโรงแรม เพื่อให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและพร้อมสำหรับการพักผ่อนจริงๆ

  2. เตรียมตัวแบบสปา คุณสามารถอาบน้ำ สวมชุดนอนชุดโปรดที่เตรียมมาเองได้เลย จากนั้นเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ (Sleep Technician) จะเข้ามาช่วยติดอุปกรณ์ตรวจวัดขนาดเล็กตามจุดต่างๆ เช่น หนังศีรษะ ใบหน้า หน้าอก และขา ไม่ต้องกังวล: อุปกรณ์เหล่านี้เป็นเพียงเซนเซอร์แปะภายนอก ไม่มีการเจาะเลือดหรือทำให้เจ็บ สายไฟมีความยาวพอให้คุณพลิกตัวไปมาได้อย่างอิสระ

  3. เข้าสู่การหลับอย่างมีคุณภาพเมื่อปิดไฟนอน คุณสามารถนอนหลับได้ตามปกติ จะฟังเพลงเบาๆ หรืออ่านหนังสือส่วนตัวก่อนหลับก็ได้ โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลผ่านจอมอนิเตอร์จากห้องควบคุมภายนอก มีความอุ่นใจ หากคุณต้องการเข้าห้องน้ำกลางดึก หรืออุปกรณ์หลุด เพียงแค่กดกริ่งเรียก เจ้าหน้าที่จะเข้ามาดูแลอำนวยความสะดวกให้ทันทีโดยที่คุณไม่ต้องลุกขึ้นมาจัดการเอง

  4. ตื่นรับเช้าวันใหม่ช่วงเช้าเจ้าหน้าที่จะเข้ามาถอดอุปกรณ์ออกอย่างนุ่มนวล คุณสามารถอาบน้ำ แต่งตัว และเตรียมตัวไปทำงานหรือทำภารกิจต่อได้ทันที

  5. ฟังผลสรุปจากแพทย์ผู้ชำนาญการข้อมูลการนอนของคุณที่บันทึกไว้ตลอดคืน (เช่น กราฟการหายใจ ระดับออกซิเจน วงจรการหลับลึก) จะถูกนำมาวิเคราะห์โดยแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การนอนหลับ เพื่อสรุปคุณภาพการนอนของคุณและวางแผนการรักษาที่ตรงจุด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างมั่นใจ