เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้🍪
เราใช้ Cookies เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ออนไลน์ที่ดีที่สุด สรุปนโยบายความเป็นส่วนตัวและ Cookies อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

การตรวจคุณภาพการนอนหลับ (Sleep Test) คือ การบันทึกการทำงานของร่างกายขณะหลับอย่างละเอียด เพื่อวินิจฉัยภาวะผิดปกติ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับจากการตีบตัน การตรวจนี้จะวัดคลื่นสมอง ระดับออกซิเจนในเลือด อัตราการเต้นของหัวใจ และลมหายใจ ช่วยให้แพทย์หาทางแก้ไขปัญหาการนอนได้อย่างตรงจุด ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และอัมพาตในอนาคต
ผู้ที่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับรุนแรง มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจสูงขึ้นถึง 3 เท่า ประมาณ 25% ของผู้ชาย และ 10% ของผู้หญิง มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับแฝงอยู่โดยไม่รู้ตัว ดังนั้นแสดงให้เห็นได้เลยว่าคุณภาพการนอนนั้นเป็นสิ่งสำคัญเป็นลำดับต้นๆ ในการใช้ชีวิตของคุณเลย
5 สัญญาณเตือน "ระดับวิกฤต" ที่ต้องตรวจ Sleep Test ทันที
หากคุณมีอาการเหล่านี้แม้เพียง 2 ข้อ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์โดยเร็ว
กลุ่มที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษมีภาวะดังต่อไปนี้ร่วมกับ 5 สัญญาณเบื้องต้น เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็น OSA

Sleep Test ตรวจอะไรบ้าง ? แตกต่างจากการนอนปกติอย่างไร ?
ขณะตรวจจะมีเจ้าหน้าที่ ที่ชำนาญการเฉพาะทางติดอุปกรณ์ตรวจวัดตามร่างกาย ซึ่งจะเก็บข้อมูล 4 ส่วนหลัก
การอ่านผล Sleep Test
อาจจะดูเหมือนกราฟยุ่งเหยิงในตอนแรก แต่จริงๆ แล้วหัวใจสำคัญที่หมอใช้ตัดสินว่าคุณ "หลับดี" หรือ "หยุดหายใจ" มีตัวเลขหลักๆ ดังนี้

1. ค่า AHI (Apnea-Hypopnea Index) - "ดัชนีการหยุดหายใจ"
นี่คือ "หัวข้อหลัก" ของใบรายงานผล ตัวเลขนี้บอกว่า ใน 1 ชั่วโมง คุณหยุดหายใจหรือหายใจแผ่วไปกี่ครั้ง
2. ค่า Oxygen Desaturation - "ระดับออกซิเจนในเลือด"
ตัวเลขนี้บอกว่าตอนที่คุณหยุดหายใจ ระดับออกซิเจนในร่างกายตกลงไปต่ำแค่ไหน
3. Sleep Architecture - "วงจรการหลับ"
ตัวเลขนี้บอกว่าคุณ "หลับลึก" ได้คุณภาพจริงๆ หรือเปล่า โดยแบ่งเป็น
กลุ่มเสี่ยงส่วนใหญ่ : มักจะหลับแต่ตื้นๆ เพราะพอจะหลับลึก ร่างกายก็หยุดหายใจจนต้องสะดุ้งตื่น ทำให้ตื่นมาแล้วเพลียเหมือนไม่ได้นอน
4. Snoring & Heart Rate - "เสียงกรนและอัตราการเต้นของหัวใจ"
Snoring: บันทึกว่าคุณกรนดังแค่ไหน และกรนในท่าไหนมากที่สุด (เช่น นอนหงายกรนหนักกว่านอนตะแคง)
ถ้าจะสรุปง่ายๆ จากวิธีอ่านผล Sleep Test ที่ง่ายที่สุดคือดูที่ค่า AHI (จำนวนครั้งที่หยุดหายใจต่อชั่วโมง) หากค่านี้สูงกว่า 15 และมีระดับ ออกซิเจนต่ำกว่า 90% แสดงว่าคุณมีความเสี่ยงสูงต่อโรคหลอดเลือดและหัวใจ แพทย์จะเลือกการรักษาให้เหมาะสมกับลักษณะความรุนแรงของโรค อายุ โรคประจำตัว ไลฟ์สไตล์ และความคาดหวังของผู้ป่วย โดยส่วนใหญ่จะมีระดับความรุนแรงสูง แพทย์มักจะแนะนำให้ใช้เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (Continnous Positive Airway pressure : CPAP) เพื่อเปิดทางเดินหายใจให้คุณกลับมามีการนอนหลับที่ต่อเนื่อง "หลับลึก" และได้รับออกซิเจนเต็มที่อีกครั้ง
โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา ใส่ใจในการดูแลสุขภาพการนอนของคุณ รองรับการตรวจ Sleep Test ให้เหมือนการพักผ่อนในโรงแรมคุณภาพดี เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลายและได้ข้อมูลการนอนที่เป็นธรรมชาติที่สุด นี่คือ 5 ขั้นตอนง่ายๆ ที่จะทำให้คุณเห็นว่าการตรวจนี้ "สบายและไม่น่ากลัว" อย่างที่คิด
เช็กอินความสบาย - เมื่อเดินทางมาถึงโรงพยาบาล คุณจะได้พบกับห้องตรวจที่เป็น Private Room ส่วนตัว ตกแต่งบรรยากาศอบอุ่น แสงไฟสลัว และเตียงนอนที่หนานุ่มเหมือนบ้านหรือโรงแรม เพื่อให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและพร้อมสำหรับการพักผ่อนจริงๆ
เตรียมตัวแบบสปา - คุณสามารถอาบน้ำ สวมชุดนอนชุดโปรดที่เตรียมมาเองได้เลย จากนั้นเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ (Sleep Technician) จะเข้ามาช่วยติดอุปกรณ์ตรวจวัดขนาดเล็กตามจุดต่างๆ เช่น หนังศีรษะ ใบหน้า หน้าอก และขา ไม่ต้องกังวล: อุปกรณ์เหล่านี้เป็นเพียงเซนเซอร์แปะภายนอก ไม่มีการเจาะเลือดหรือทำให้เจ็บ สายไฟมีความยาวพอให้คุณพลิกตัวไปมาได้อย่างอิสระ
เข้าสู่การหลับอย่างมีคุณภาพ - เมื่อปิดไฟนอน คุณสามารถนอนหลับได้ตามปกติ จะฟังเพลงเบาๆ หรืออ่านหนังสือส่วนตัวก่อนหลับก็ได้ โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลผ่านจอมอนิเตอร์จากห้องควบคุมภายนอก มีความอุ่นใจ หากคุณต้องการเข้าห้องน้ำกลางดึก หรืออุปกรณ์หลุด เพียงแค่กดกริ่งเรียก เจ้าหน้าที่จะเข้ามาดูแลอำนวยความสะดวกให้ทันทีโดยที่คุณไม่ต้องลุกขึ้นมาจัดการเอง
ตื่นรับเช้าวันใหม่ - ช่วงเช้าเจ้าหน้าที่จะเข้ามาถอดอุปกรณ์ออกอย่างนุ่มนวล คุณสามารถอาบน้ำ แต่งตัว และเตรียมตัวไปทำงานหรือทำภารกิจต่อได้ทันที
ฟังผลสรุปจากแพทย์ผู้ชำนาญการ - ข้อมูลการนอนของคุณที่บันทึกไว้ตลอดคืน (เช่น กราฟการหายใจ ระดับออกซิเจน วงจรการหลับลึก) จะถูกนำมาวิเคราะห์โดยแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การนอนหลับ เพื่อสรุปคุณภาพการนอนของคุณและวางแผนการรักษาที่ตรงจุด เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างมั่นใจ