Messenger

คู่มือรับมือสภาวะตัวร้อนประจำบ้าน สรุปครบวิธีเช็ดตัว ยาลดไข้ และสัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องรีบพบกุมารแพทย์

October 26 / 2026

 

          เมื่อลูกน้อยมีไข้สูง การนำน้ำเย็นจัดหรือน้ำผสมน้ำแข็งมาเช็ดตัว เป็นความเข้าใจผิดที่อันตราย เนื่องจากน้ำเย็นจะทำให้หลอดเลือดใต้ผิวหนังหดตัวอย่างรวดเร็ว ร่างกายจะกักเก็บความร้อนไว้ภายใน และส่งผลให้ อุณหภูมิแกนกลางลำตัวยิ่งพุ่งสูงขึ้น อีกทั้งยังกระตุ้นให้เด็กเกิดอาการหนาวสั่น ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อ ภาวะชักจากไข้สูง (Febrile Seizure) ในเด็กเล็ก การรับมือที่ถูกต้องคือการใช้น้ำอุณหภูมิห้อง เช็ดตัวย้อนรูขุมขน ร่วมกับการรับประทานยาลดไข้พาราเซตามอลตามคำแนะนำของแพทย์ และการสังเกตสัญญาณเตือนสีแดง เช่น เด็กซึม หายใจหอบ หรือร้องมากผิดปกติ เพื่อนำส่งกุมารแพทย์เข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที

 

"ไข้ในเด็ก" และภาวะชักที่พ่อแม่ต้องรู้

          เด็กเล็กช่วงอายุ 6 เดือน ถึง 5 ปี สูงถึง 2–5% มีโอกาสเกิดภาวะชักจากไข้สูง (Febrile Seizure) เมื่ออุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงเกิน 38.5–39 องศาเซลเซียสอย่างรวดเร็ว มากกว่า 30–40% ของเคสเด็กเล็กที่เข้าห้องฉุกเฉินกลางดึก มีสาเหตุมาจากภาวะไข้สูงลอย ไข้ไม่ลด หรืออาการชักจากการดูแลไข้เบื้องต้นไม่ถูกต้อง ผลการสำรวจพฤติกรรมการดูแลเด็กเมื่อมีไข้พบว่า กว่า 60% ของคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ เคยใช้น้ำเย็นเช็ดตัว หรือใส่เสื้อผ้าหนา ๆ ห่มผ้าหนา ๆ ให้ลูกเพราะกลัวลูกหนาว ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ยับยั้งการระบายความร้อนของร่างกาย

 

 

ทำไมการใช้น้ำเย็นจัดเช็ดตัวลูก ถึงทำให้อุณหภูมิยิ่งสูงขึ้น?

         ตามกลไกสรีรวิทยาของร่างกาย เมื่อผิวหนังสัมผัสกับความเย็นจัด

  • หลอดเลือดหดตัว (Vasoconstriction) : ร่างกายจะเข้าใจว่ากำลังเผชิญอากาศหนาว หลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนังจึงปิดตัวลง ทำให้ความร้อนถูกกักเก็บไว้ภายในอวัยวะสำคัญ อุณหภูมิข้างในจึงยิ่งสูงขึ้น
  • เกิดอาการหนาวสั่น (Shivering) : การสั่นคือกลไกสร้างความร้อนของกล้ามเนื้อ ยิ่งสั่น อุณหภูมิร่างกายก็จะยิ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้เด็กงอแง ทรมานมากยิ่งขึ้น

 

วิธีเช็ดตัวลดไข้เด็กที่ถูกต้องและปลอดภัย ต้องทำอย่างไร ?

  • เลือกใช้น้ำอุณหภูมิห้อง : น้ำจะช่วยให้หลอดเลือดฝอยขยายตัว ระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ดีที่สุด

  • เช็ดตัวย้อนรูขุมขน : ใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาด ๆ เช็ดถูเบา ๆ ย้อนทิศทางขน (เช็ดจากปลายมือปลายเท้าเข้าหาหัวใจ) เพื่อเปิดรูขุมขนให้ความร้อนระบายออก

  • วางผ้าพักไว้ตามจุดพับ : วางผ้าชุบน้ำอุ่นประคบไว้บริเวณที่มีหลอดเลือดใหญ่ เช่น ข้อพับแขน ข้อพับขา ซอกคอ และซอกรักแร้ เปลี่ยนผ้าบ่อย ๆ ทุก 2–3 นาที เช็ดต่อเนื่องประมาณ 10–15 นาที

  • ซับตัวให้แห้งและสวมเสื้อผ้าโปร่ง : หลังเช็ดตัวเสร็จ ให้รีบซับตัวเด็กให้แห้ง สวมเสื้อผ้าผ้าฝ้ายเนื้อบางระบายอากาศได้ดี ห้ามห่มผ้าหนา หรือเปิดพัดลม/แอร์เป่าจ่อตัวเด็กเด็ดขาด

 

ยาลดไข้ในเด็ก ใช้อย่างไร ?

  • ยาลดไข้พาราเซตามอล (Paracetamol) : เป็นยาลดไข้ตัวหลักที่ปลอดภัย ควรกินตามน้ำหนักตัวของเด็ก (ประมาณ 10–15 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม) เว้นระยะห่างทุก 4–6 ชั่วโมง และ ห้ามกินเกิน 5 ครั้งต่อวัน

  • ยาลดไข้กลุ่มไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) : ควรใช้เฉพาะเมื่อกุมารแพทย์สั่งเท่านั้น ห้ามซื้อทานเองเด็ดขาด โดยเฉพาะเมื่อสงสัยว่าลูกอาจเป็น ไข้เลือดออก เพราะยาจะเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหารอย่างรุนแรง

 

อาการแบบไหนที่ต้องรีบพาไปพบกุมารแพทย์ทันที ?

 

         หากลูกน้อยมีไข้ร่วมกับอาการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ห้ามรอสังเกตอาการที่บ้าน ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

  • เด็กซึมมาก ร้องออแงผิดปกติมาก : ปลุกเรียกยาก ไม่เล่น ไม่กินนม หรือมีอาการเกร็ง อ่อนแรง
  • ไข้สูงเกิน 39 องศาเซลเซียส แล้วไข้ไม่ลดลง แม้จะเช็ดตัวและรับประทานยาลดไข้แล้วเกิน 1 ชั่วโมง
  • หายใจหอบเหนื่อย ปีกจมูกบาน : หน้าอกบุ๋มขณะหายใจ หรือมีเสียงหายใจครืดคราด
  • เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 3 เดือนที่มีไข้ : (อุณหภูมิวัดทางรักแร้เกิน 37.5 องศาเซลเซียส) ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางกุมารแพทย์ ต้องพบแพทย์ทันที
  • มีอาการชักเกร็ง : ตาค้าง เกร็งกระตุก น้ำลายฟูมปาก (หากชัก ให้จับลูกนอนตะแคงข้าง ห้ามเอาสิ่งของงัดปากเด็ดขาด แล้วรีบส่งโรงพยาบาล)

          "ไข้ไม่ใช่ตัวโรค แต่คือ สัญญาณที่บอกว่าระบบภูมิคุ้มกันของลูกกำลังทำงาน" การรับมือกับไข้ด้วยความเข้าใจ ตั้งสติ ไม่ตื่นตระหนก และใช้วิธีเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นร่วมกับยาลดไข้ตามโดสที่ถูกต้อง คือวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องลูกน้อยจากภาวะชักแทรกซ้อน และช่วยให้ร่างกายของเด็กฟื้นตัวกลับมาสดใสแข็งแรงได้อย่างรวดเร็ว

 

การเตรียมตัวและข้อปฏิบัติเมื่อพาลูกมาพบแพทย์

การเตรียมตัวก่อนมาพบกุมารแพทย์

  • จดบันทึกประวัติไข้ : บันทึกเวลาที่ไข้เริ่มขึ้น อุณหภูมิสูงสุดที่วัดได้ ประวัติการให้ยาชนิดใด โดสเท่าไหร่ และเวลาไหนบ้าง
  • นำยาประจำตัวติดตัวมาด้วย : หากลูกมียาประจำตัวหรือประวัติแพ้ยา ให้แจ้งพยาบาลและกุมารแพทย์ทุกครั้ง
  • เตรียมเสื้อผ้าสำรอง : สวมเสื้อผ้าที่ถอดง่าย เพื่อความสะดวกในการตรวจร่างกายและเช็ดตัวที่โรงพยาบาล

การดูแลต่อเนื่องที่บ้านหลังพบแพทย์

  • ให้ลูกดื่มน้ำสะอาด หรือน้ำอุ่นบ่อย ๆ เพื่อป้องกันภาวะร่างกายขาดน้ำ

  • สังเกตอาการและวัดไข้เป็นระยะทุก 3–4 ชั่วโมง จนกว่าไข้จะลดลงเป็นปกติเกิน 24 ชั่วโมง

 

          โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา ใส่ใจในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เราพร้อมดูแลสุขภาพของลูกน้อยด้วยทีมกุมารแพทย์และพยาบาลเฉพาะทางเด็กตลอด 24 ชั่วโมง เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์และเทคโนโลยีตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ ปลอดภัย และนุ่มนวลต่อเด็ก เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สบายใจ และมั่นใจได้ว่าลูกรักจะได้รับการดูแลที่ดีในทุกช่วงเวลา