Messenger

ปวดหลังเรื้อรัง เกิดจากอะไร สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

June 18 / 2026

เมื่อปวดหลังเรื้อรังกลายเป็นเรื่องใหญ่

ทำความรู้จักทางเลือกใหม่ของการผ่าตัด — Endoscopic Spine Surgery

เรียบเรียงโดยทีมแพทย์เฉพาะทางกระดูกสันหลัง 

         

          คุณเคยรู้สึกไหมว่าอาการปวดหลังที่เป็นมานาน ไม่ใช่แค่ปวดเมื่อยจากการทำงานอีกต่อไป ? หากนั่งทำงานก็ปวด ลุกยืนก็ปวด แถมเริ่มร้าวลงสะโพกและขา ทานยาก็ไม่ดีขึ้น นี่อาจเป็นสัญญาณว่าหมอนรองกระดูกของคุณกำลังกดทับเส้นประสาท

          ในอดีตการรักษาด้วยการผ่าตัดมักหมายถึงแผลใหญ่พักฟื้นนาน และต้องหยุดงานหลายเดือน แต่ในปัจจุบัน เทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านกล้อง Endoscope ได้เปลี่ยนภาพจำเหล่านั้นไปอย่างสิ้นเชิง — แผลขนาดเล็กกว่า 1 ซม. และผู้ป่วยส่วนใหญ่นอนโรงพยาบาลเพียง 1-2 วัน

 

 บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่สาเหตุของอาการปวด ขั้นตอนการรักษา

ไปจนถึงสิ่งที่ควรทราบก่อนตัดสินใจ

 

 

ทำไมคนวัยทำงานถึงปวดหลังกันมากขึ้น

          ลองมองรอบตัวคุณในที่ทำงาน จะมีสักกี่คนที่นั่งหลังตรงตลอดทั้งวัน? ส่วนใหญ่เรามักก้มหน้าจ้องจอ ห่อไหล่ และนั่งติดเก้าอี้ครั้งละ 2–3 ชั่วโมงโดยแทบไม่ลุก ท่าทางเหล่านี้สะสมเป็นแรงกดต่อกระดูกสันหลังโดยที่เราไม่รู้ตัว

          งานวิจัยทบทวนวรรณกรรมระบุว่า อาการปวดหลังส่วนล่างเป็นปัญหาที่พบใน ประชากรประมาณ 80% ตลอดช่วงชีวิต และเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของการหยุดงานทั่วโลก [1] ที่น่าสนใจคือ ในผู้ใหญ่กลุ่มที่อายุ 30–50 ปี ซึ่งเป็นวัยทำงานเต็มที่ ภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาทกลายเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด [2]

 

ปัจจัยเสี่ยงที่อยู่ใกล้ตัวคุณ

          จากการศึกษาทางระบาดวิทยา ปัจจัยต่อไปนี้เพิ่มโอกาสในการเกิดปัญหากระดูกสันหลังก่อนวัยอันควร

  • พฤติกรรมการนั่ง — นั่งหลังค่อม ก้มจ้องโทรศัพท์ หรือนั่งทำงานต่อเนื่องโดยไม่ลุกพัก เพิ่มแรงกดต่อหมอนรองกระดูกถึง 40%
  • น้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ — ดัชนีมวลกายที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์โดยตรงกับการเสื่อมของหมอนรองกระดูก [2]
  • การสูบบุหรี่ — นิโคตินทำให้หลอดเลือดเล็กที่เลี้ยงหมอนรองกระดูกหดตัว ลดสารอาหารที่ไปเลี้ยงเซลล์ ทำให้เสื่อมเร็วขึ้น
  • การยกของหนักผิดท่า — โดยเฉพาะการก้มยกแทนการย่อตัวลง
  • กรรมพันธุ์และอายุ — เป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ แต่สามารถชะลอด้วยพฤติกรรมที่เหมาะสม

 

กลไกการเกิดโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

          ก่อนจะเข้าใจว่าทำไมเราถึงปวด ลองมาดูโครงสร้างกระดูกสันหลังกันก่อน กระดูกสันหลังของเราไม่ได้เป็นแท่งเดียวยาว ๆ แต่ประกอบด้วยข้อกระดูกเล็ก ๆ จำนวน 33 ชิ้น ซ้อนต่อกัน คั่นด้วยหมอนรองกระดูกที่ทำหน้าที่เหมือน "โช้คอัพ" รับแรงกระแทกและช่วยให้เราก้ม เงย บิดตัวได้อย่างยืดหยุ่น

          หมอนรองกระดูกแต่ละชิ้นมีโครงสร้างคล้าย โดนัทเยลลี่ คือมีเปลือกนอกที่เหนียวและแข็งแรง (annulus fibrosus) ห่อหุ้มไส้กลางที่นิ่มคล้ายเจล (nucleus pulposus) เมื่ออายุมากขึ้นหรือมีแรงกดสะสมต่อเนื่อง เปลือกนอกอาจแตกร้าวและไส้กลางก็จะดันทะลุออกมา หากตำแหน่งที่ปลิ้นออกไปกดทับเส้นประสาทพอดี ทำให้รู้สึกปวด ชา หรือเสียวแปลบเหมือนไฟฟ้าช็อตตั้งแต่สะโพกลงไปถึงน่องและฝ่าเท้า หรืออาจจะมีอาการอ่อนแรงของขาได้

 

อาการแบบไหนที่ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง

          อาการปวดหลังทั่วไปกับอาการที่เกิดจากหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมีจุดต่างที่สำคัญ — ปวดหลังธรรมดาจากการอักเสบของกล้ามเนื้อมักหายเองภายใน 2–6 สัปดาห์ด้วยการพักและทานยาแก้ปวด หรือกายภาพบำบัด แต่หากเป็นการกดทับเส้นประสาท อาการจะมีลักษณะเฉพาะที่บอกได้

4 สัญญาณที่บ่งบอกว่า " ไม่ใช่แค่ปวดหลังธรรมดา "

          1. อาการปวดมีรูปแบบ "ร้าว" — ไม่ได้ปวดอยู่กับที่ แต่ลามจากหลังลงสะโพก ต้นขา ไปจนถึงน่องและเท้า บางครั้งแค่ไอ จาม หรือเบ่งก็อาจกระตุ้นให้ปวดมากขึ้น

          2. ความรู้สึกแปลก ๆ บนผิวหนัง — ชา เหน็บ คันยุบยิบ หรือเหมือนมีเข็มทิ่ม โดยเฉพาะที่น่อง ฝ่าเท้า หรือนิ้วเท้าบางนิ้ว

          3. กล้ามเนื้ออ่อนแรง — ลุกจากเก้าอี้ลำบาก กระดิกนิ้วเท้าไม่ได้ หรือเดินขึ้นบันไดแล้วเข่าทรุด สังเกตได้จากการสะดุดบ่อยขึ้น

          4. รักษาด้วยยา/กายภาพไม่ดีขึ้น — ผ่านไป 4–6 สัปดาห์แล้วอาการยังเหมือนเดิม หรือกลับมาปวดซ้ำเรื่อย ๆ

สัญญาณที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที 

          หากกลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ ชาบริเวณรอบทวารหนัก/อวัยวะเพศ ร่วมกับขาอ่อนแรงเฉียบพลัน — นี่อาจเป็น Cauda Equina Syndrome ซึ่งต้องผ่าตัดภายใน 24–48 ชั่วโมงเพื่อป้องกันความพิการถาวร อย่ารอให้ถึงเช้าวันรุ่งขึ้น

 

ทางเลือกการรักษา — ตั้งแต่ยาจนถึงการผ่าตัด

          การผ่าตัด ไม่ใช่ ทางเลือกแรกเสมอไป แพทย์ส่วนใหญ่จะแนะนำให้เริ่มจากวิธีที่รบกวนร่างกายน้อยที่สุดก่อน แล้วค่อย ๆ ขยับไปสู่วิธีที่เข้มข้นขึ้นเมื่อจำเป็น เราเรียกแนวคิดนี้ว่า "ขั้นบันไดการรักษา" (Treatment Ladder)

 

ขั้นที่ 1  การรักษาแบบประคับประคอง

เหมาะกับผู้ป่วยส่วนใหญ่ในช่วง 6 สัปดาห์แรก ประกอบด้วย :

  • พักให้กล้ามเนื้อคลายตัว (แต่ไม่ใช่นอนติดเตียง — ขยับเบา ๆ ดีกว่า)
  • ยาแก้ปวดและยาลดอักเสบ เช่น NSAIDs ตามคำแนะนำของแพทย์
  • กายภาพบำบัด เน้นยืดเหยียดและเสริมกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว
  • ปรับท่าทาง และจัดสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน

 

ขั้นที่ 2  การฉีดยาเฉพาะจุด

           หากการรักษาขั้นที่ 1 ไม่เพียงพอ แพทย์อาจพิจารณาฉีดยาลดอักเสบ (epidural steroid injection) เข้าใกล้ตำแหน่งเส้นประสาทที่ถูกกดทับ มีประสิทธิภาพดีในผู้ป่วยบางราย แต่ผลมักอยู่ได้ระยะหนึ่งเท่านั้น

 

ขั้นที่ 3  การผ่าตัด

          เมื่อขั้นที่ 1–2 ไม่ได้ผล หรือมีสัญญาณเร่งด่วน เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรงรุนแรง การผ่าตัดจึงเข้ามาเป็นทางเลือก ในปัจจุบันเทคนิคที่ได้รับการยอมรับว่ารบกวนร่างกายน้อยที่สุดคือการผ่าตัดผ่านกล้อง Endoscope ซึ่งเราจะเจาะลึกในส่วนถัดไป

 

          ตารางเปรียบเทียบ 3 ทางเลือกการผ่าตัด

 

เกณฑ์เปรียบเทียบ

ผ่าตัดเปิด

Microscope (กล้องจุลทรรศน์)

Endoscope

ขนาดแผล

5 – 15 ซม.

2 – 3 ซม.

0.5–1 ซม.

เสียเลือดเฉลี่ย

~250 มล.

~100 มล.

~10-20 มล.

ระยะนอน รพ.

3 – 7 วัน

2–3 วัน

1 คืน

กลับทำงาน

2 – 3 เดือน

4 – 6 สัปดาห์

1 – 4 สัปดาห์

ตัวเลขเปรียบเทียบจากการวิเคราะห์เชิงสังเคราะห์ (meta-analysis) [3, 4]

 

Endoscopic Spine Surgery คืออะไร

          Endoscopic Spine Surgery หรือการผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้องเอ็นโดสโคป เป็นการผ่าตัดแบบแผลเล็ก โดยสอดกล้องและเครื่องมือขนาดเล็กผ่านแผลเข้าสู่ตำแหน่งที่กดทับเส้นประสาท ศัลยแพทย์จะเห็นภาพเส้นประสาทและหมอนรองกระดูกบนจอความละเอียดสูง ทำให้สามารถนำชิ้นส่วนที่กดทับออกได้โดยรบกวนกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบข้างน้อยกว่าการผ่าตัดแบบเปิดในหลายกรณี

          แนวคิดของการรักษาไม่ได้มุ่ง “ผ่าให้เล็กที่สุด” เพียงอย่างเดียว แต่คือการผ่าตัดให้ตรงจุด เห็นโครงสร้างสำคัญชัดเจน ลดการบาดเจ็บที่ไม่จำเป็น และวางแผนให้เหมาะกับพยาธิสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย

 

ข้อดีของการผ่าตัด Endoscopic surgery

  •  การบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อบริเวณข้างเคียงน้อย (MIS): การผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง Endoscope ใช้เทคนิคการผ่าตัดแบบแผลเล็กเข้าทางด้านหลัง หรือทางด้านข้างเพียง 1-2 แผลเท่านั้น โดยมีขนาดแผลผ่าตัดที่เล็กมากเพียง 4-10 มม. ทำให้เจ็บน้อย พักฟื้นสั้น และฟื้นตัวเร็ว
  • แม่นยำ (Precise): การผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง Endoscope ใช้อุปกรณ์ที่ติดกล้องพร้อมเลนส์ (Lens optic under fluid) ที่มีความละเอียดคมชัดสูงระดับ 4K ช่วยให้เห็นตำแหน่งสิ่งกดทับเส้นประสาทได้อย่างชัดเจน ช่วยให้ศัลยแพทย์ทำการผ่าตัดได้อย่างแม่นยำและตรงจุด
  • ปลอดภัย : การผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง Endoscope มีขนาดแผลเล็กมาก น้อยกว่า 1 ซม. ช่วยลดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อที่แผลผ่าตัดและกระดูกสันหลังได้เป็นอย่างดี ทั้งยังลดการเสียเลือด ลดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อโดยรอบ และกระดูกลงได้มาก
  • ระยะเวลาพักฟื้นนอนโรงพยาบาลสั้น: ผู้ที่ทำการผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง Endoscope จะใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นเพื่อสังเกตอาการที่ รพ. สั้นเพียง 1 คืนเท่านั้น และสามารถกลับบ้านได้ในวันถัดไป โดยจะใช้เวลาพักฟื้นต่อที่บ้านเพียง 1-4 สัปดาห์เท่านั้น ต่างจากการผ่าตัดแบบดั้งเดิมที่มีแผลผ่าตัดขนาดใหญ่ ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการพักฟื้นนานกว่า 1 ปี
  • ประหยัดค่ารักษาพยาบาล (Cost effectiveness): การผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง Endoscope เป็นการผ่าตัดที่นอน รพ. เพียง 1 คืน เท่านั้น เพื่อให้แพทย์สังเกตอาการ หากไม่มีภาวะแทรกซ้อนใด ๆ ผู้เข้ารับการผ่าตัดสามารถกลับบ้านได้ในวันถัดไป ช่วยให้ลดค่าใช้จ่ายในการนอน รพ. ลงได้เป็นอย่างมาก

 

โรคที่เทคนิคนี้รักษาได้

ปัจจุบันการผ่าตัดผ่านกล้อง Endoscope สามารถใช้รักษาโรคของกระดูกสันหลังได้หลากหลายชนิด ที่พบบ่อย ได้แก่

  • หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท (Herniated Disc) – กลุ่มอาการที่พบบ่อยที่สุด ผู้ป่วยมักอยู่ในวัย 30 – 50 ปี
  • โพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ (Spinal Stenosis)
  • โพรงเส้นประสาทแคบ (Foraminal Stenosis)
  • กระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาท (Spondylolisthesis)

โดยมีเป้าหมายการผ่าตัดคือ แก้ไขการกดสับเส้นประสาท หรือไขสันหลัง, เสริมความมั่นคงโดยการเชื่อมข้อ หรือช่วยแก้ไขความผิดรูปบางประเภท

 

อย่างไรก็ตาม Endoscopic Spine Surgery ไม่ใช่คำตอบสำหรับผู้ป่วยทุกราย ความเหมาะสมขึ้นกับตำแหน่งและลักษณะของโรค ความมั่นคงของกระดูกสันหลัง ภาวะกระดูกเคลื่อน โรคประจำตัว และเป้าหมายการรักษาของผู้ป่วย การตัดสินใจจึงควรเกิดจากการประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางกระดูกสันหลัง

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Dydyk AM, Ngnitewe Massa R, Mesfin FB. Disc Herniation. In: StatPearls. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2023.
  2. Amin RM, Andrade NS, Neuman BJ. Lumbar disc herniation. Curr Rev Musculoskelet Med. 2017;10(4):507–516.
  3. Ruan W, Feng F, Liu Z, et al. Comparison of percutaneous endoscopic lumbar discectomy versus open lumbar microdiscectomy for lumbar disc herniation: a meta-analysis. Int J Surg. 2016;31:86–92.
  4. Gadjradj PS, Harhangi BS, Amelink J, et al. Full endoscopic versus open discectomy for sciatica: systematic review and meta-analysis. J Neurosurg Spine. 2019;31(6):802–813.
  5. Ruetten S, Komp M, Merk H, Godolias G. Full-endoscopic interlaminar and transforaminal lumbar discectomy versus conventional microsurgical technique: a prospective, randomized, controlled study. Spine. 2008;33(9):931–939.
  6. Ruetten S, Komp M, Merk H, Godolias G. Recurrent lumbar disc herniation after conventional discectomy: a prospective, randomized study. J Spinal Disord Tech. 2009;22(2):122–129.
  7. Hasan S, Hartl R, Hofstetter CP. The role and future of endoscopic spine surgery: a narrative review. Neurospine. 2019;16(1):17–26.
  8. Kim M, Kim HS, Oh SW, et al. Evolution of spinal endoscopic surgery. Neurospine. 2019;16(1):6–14.
  9. Hofstetter CP, Ahn Y, Choi G, et al. AOSpine Consensus Paper on Nomenclature for Working-Channel Endoscopic Spinal Procedures. Global Spine J. 2020;10(2 Suppl):111S–121S.
  10. Muthu S, Ramakrishnan E, Chellamuthu G. Is endoscopic discectomy the next gold standard? Global Spine J. 2021;11(7):1104–1120.
  11. Hockley A, Ge D, Vasquez-Montes D, et al. Complications in minimally invasive spine surgery: a narrative review. Neurospine. 2020;17(Suppl 1):S77–S84.
  12. Jensen MC, Brant-Zawadzki MN, Obuchowski N, et al. Magnetic resonance imaging of the lumbar spine in people without back pain. N Engl J Med. 1994;331(2):69–73.