Messenger

"จามทุกเช้า ผื่นขึ้นบ่อย" สภาพแวดล้อมในบ้านใหม่ มีจุดเสี่ยงสารก่อภูมิแพ้อะไรซ่อนอยู่ ?

October 27 / 2026

 

           อาการจามทุกเช้า ไอเรื้อรัง คัดแน่นจมูก คันตา หรือผื่นคันขึ้นตามตัวบ่อย ๆ หลังจากย้ายเข้าบ้านใหม่ มักเกิดจาก โรคภูมิแพ้ในเด็ก (Pediatric Allergy) ที่ถูกกระตุ้นโดยสารก่อภูมิแพ้แฝง ทั้งสารก่อภูมิแพ้ชีวภาพ เช่น ไรฝุ่น คราบเชื้อรา สปอร์ราจากเครื่องปรับอากาศ  รวมถึงสารเคมีระเหยง่ายจากวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ใหม่ (VOCs) เช่น สารฟอร์มาลดีไฮด์ การรักษาในปัจจุบันเน้นการตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ที่แท้จริงด้วย การตรวจเลือดหา Specific IgE เพื่อให้กุมารแพทย์สามารถวางแผนรักษาอย่างตรงจุด ทั้งการใช้ยารักษาตรงอาการ 

 

ภูมิแพ้ในเด็กยุคใหม่ อันตรายแค่ไหน

          สถิติจากสมาคมสภาวะภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยาแห่งประเทศไทย พบว่า เด็กไทยป่วยเป็นโรคภูมิแพ้สูงขึ้นถึง 3-4 เท่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยโรคภูมิแพ้อากาศ (Allergic Rhinitis) พบบ่อยที่สุดสูงถึง 40% และโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) พบสูงถึง 15-20% สารก่อภูมิแพ้อันดับ 1 ในบ้านคนไทยที่ทำให้เด็กเกิดอาการภูมิแพ้เรื้อรังคือ "ไรฝุ่น" (Dust Mites) ซึ่งพบสูงถึง 70-80% ของผู้ป่วยเด็กโรคภูมิแพ้ทั้งหมด

 

 

          อาการ "จามทุกเช้า" เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมากในเด็ก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการที่ระบบทางเดินหายใจ ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัวในขณะนอนหลับหรือตอนตื่นนอน โดยสาเหตุหลักๆ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

1. โรคภูมิแพ้อากาศ

        หากลูกจามติดต่อกันหลาย ๆ ครั้งในตอนเช้า ร่วมกับมี น้ำมูกใส ๆ คันจมูก คันตา หรือคันคอ มักเกิดจากเยื่อบุจมูกมีความไวต่อ สารก่อภูมิแพ้ในห้องนอน ได้แก่

  • ไรฝุ่น (Dust Mites) : ซ่อนตัวอยู่ตามที่นอน หมอน ผ้านวม ตุ๊กตาผ้า และผ้าม่าน ถือเป็นตัวการอันดับหนึ่งในบ้านคนไทย
  • สปอร์เชื้อรา : ซ่อนอยู่ในเครื่องปรับอากาศที่ไม่ค่อยได้ล้าง หรือมุมห้องที่มีความชื้น
  • รังแคสัตว์เลี้ยง / คราบแมลงสาบ : ละอองเล็ก ๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศภายในบ้าน

2. ภาวะเยื่อบุจมูกไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอากาศ

         เด็กบางคนไม่ได้แพ้สารก่อภูมิแพ้ แต่เยื่อบุจมูกมีความ "อ่อนไหวผิดปกติ" ต่อปัจจัยทางกายภาพ

  • อุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงฉับพลัน : เช่น การก้าวออกจากห้องแอร์เย็น ๆ ในตอนเช้าออกมาเจออากาศอบอ้าวภายนอก หรือลมเย็นจากพัดลม/แอร์พัดโดนตัวโดยตรงตลอดคืน
  • ความชื้นในอากาศต่ำ : อากาศแห้งจากแอร์ทำให้เยื่อบุจมูกแห้งและระคายเคือง ร่างกายจึงขับน้ำมูกและสั่งให้จามเพื่อสร้างความชุ่มชื้น

3. สารเคมีและระคายเคืองในสิ่งแวดล้อม

        สิ่งระคายเคืองเคมีเล็กๆ น้อยๆ ที่สะสมในห้องนอนตลอดคืน สามารถกระตุ้นให้ลูกจามในตอนเช้าได้เช่นกัน

  • สารเคมีจากบ้านใหม่/เฟอร์นิเจอร์ใหม่ : เช่น สารฟอร์มาลดีไฮด์ กลิ่นสี กาวประสานไม้ หรือวอลเปเปอร์
  • กลิ่นหอมระเหย : น้ำหอมปรับอากาศในห้องนอน กลิ่นน้ำยาปรับผ้านุ่มที่ใส่น้ำหอมเข้มข้นบนชุดนอน/ผ้านวม
  • ฝุ่นละเอียดและควัน : ฝุ่นจากการก่อสร้างนอกบ้าน ฝุ่น PM2.5 หรือควันบุหรี่มือสองที่ติดมากับเสื้อผ้าของผู้ใหญ่

 

ทำไมย้ายเข้า "บ้านใหม่" หรือบ้านที่เพิ่งรีโนเวท ถึงเริ่มจามและผื่นขึ้น ?

          บ้านใหม่แม้จะสะอาดดูไร้ฝุ่น แต่กลับมี "สารก่อภูมิแพ้เคมี" และ "สารก่อภูมิแพ้ชีวภาพ" ซ่อนอยู่ตามจุดต่าง ๆ ดังนี้

  • สารเคมีระเหยง่าย (VOCs / Formaldehyde) : ซ่อนอยู่ในสีทาบ้าน กาวประสานไม้ วอลเปเปอร์ โซฟาหนัง และเฟอร์นิเจอร์บิวต์อินใหม่ สารเหล่านี้กระจายในอากาศ ลอยเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ กระตุ้นให้เยื่อบุจมูกและผิวหนังเด็กเกิดการระคายเคืองและอักเสบ
  • รังไรฝุ่นในเตียงและผ้าม่านใหม่ : แม้จะเป็นของใหม่ แต่ฟูกที่นอน ผ้าม่าน และพรมในบ้านใหม่มักเก็บความชื้นระหว่างการขนส่งและการติดตั้ง ซึ่งเป็นสภาวะชั้นดีในการเพาะพันธุ์ไรฝุ่น
  • สปอร์เชื้อราจากระบบเครื่องปรับอากาศ : เครื่องปรับอากาศใหม่หรือที่เพิ่งติดตั้ง หากมีความชื้นสะสมในท่อลม จะกลายเป็นแหล่งกระจายสปอร์เชื้อราไปทั่วห้องนอนเด็ก
  • ฝุ่นละเอียดจากการก่อสร้าง (PM2.5 / Dust) : ฝุ่นปูนและฝุ่นละอองขนาดเล็กที่ตกค้างตามช่องระบายอากาศ ซอกตู้ และแผ่นกรองอากาศ

 

อาการแบบไหนที่บอกว่ากำลังเป็น "โรคภูมิแพ้" ไม่ใช่แค่ไข้หวัดธรรมดา?

  • ไข้หวัดทั่วไป : มักมีไข้ตัวร้อน มีน้ำมูกข้น ปวดเมื่อยตามตัว และอาการจะหายไปเองภายใน 7-10 วัน

  • โรคภูมิแพ้ : ไม่มีไข้ แต่อาการมักเป็น ๆ หาย ๆ เกิน 2 สัปดาห์ขึ้นไป มีลักษณะเด่นคือ จามติดต่อกันหลายครั้งในตอนเช้าหลังตื่นนอน มีน้ำมูกใส ขยี้ตา คันจมูก (สังเกตเด็กชอบใช้นิ้วเสยจมูกขึ้น หรือ Allergic Salute) มีรอยขอบตาคล้ำ (Allergic Shiners) และมีผื่นคันตามข้อพับหรือผิวแห้งสากร่วมด้วย

 

เด็กกลุ่มไหนจัดเป็น "กลุ่มเสี่ยงสูง" ที่จะตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ในบ้านง่ายกว่าปกติ?

  • เด็กที่มีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว : หากพ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกจะมีความเสี่ยงสูงขึ้น 30-50% และหากทั้งพ่อและแม่เป็นภูมิแพ้ ความเสี่ยงของลูกจะพุ่งสูงถึง 70-80%

  • เด็กวัยทารกและเด็กเล็ก (0-5 ขวบ) : เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันและชั้นปราการผิวหนัง (Skin Barrier) ยังพัฒนาไม่เต็มที่ จึงไวต่อสารเคมีและไรฝุ่นมากกว่าผู้ใหญ่หลายเท่า

 

การหาต้นเหตุ เพื่อการรักษาเฉพาะบุคคล

           การรักษาภูมิแพ้ในเด็กยุคใหม่ ไม่ใช่เพียงแค่การกินยาลดน้ำมูกหรือทาครีมสเตียรอยด์ไปวัน ๆ แต่คือการสืบค้นหา "สารก่อภูมิแพ้ตัวจริง" เพื่อการกวาดล้างและสร้างภูมิคุ้มกันอย่างตรงจุด

 

การตรวจหาตัวการก่อภูมิแพ้ (Allergy Identification)

  • การตรวจสะกิดผิวหนัง (Skin Prick Test): เป็นวิธีมาตรฐานสากล จุ่มสารสกัดก่อภูมิแพ้แล้วสะกิดเบา ๆ ที่ผิวหนังท้องแขนหรือแผ่นหลังของเด็ก รู้ผลได้รวดเร็วภายใน 15-20 นาที ปลอดภัย และแม่นยำสูง

  • การตรวจเลือดหาปริมาณภูมิแพ้ (Specific IgE Blood Test): เหมาะสำหรับเด็กเล็กมาก หรือเด็กที่มีผื่นผิวหนังอักเสบกระจายทั่วตัวจนไม่สามารถทำ Skin Prick Test ได้ โดยการเจาะเลือดไปตรวจวิเคราะห์ระดับภูมิคุ้มกันต่อสารก่อภูมิแพ้แต่ละชนิด

 

การเตรียมตัวพาลูกเข้ารับการตรวจภูมิแพ้

  • งดยารักษาภูมิแพ้ หรือยาลดน้ำมูกกลุ่ม Antihistamine เป็นเวลาอย่างน้อย 3-7 วันก่อนวันตรวจ Skin Prick Test (ตามคำแนะนำของแพทย์)

  • จดบันทึกสังเกตอาการของลูก เช่น อาการมักกำเริบเวลาไหน ห้องไหน หรือหลังสัมผัสสิ่งใด เพื่อเป็นข้อมูลให้กุมารแพทย์ประเมิน

 

การปรับสภาพแวดล้อมในบ้านใหม่ก่อนพาเด็กเข้าอยู่

  • ระบายอากาศเปิดบ้านถ่ายเท (Flush-out) : ก่อนย้ายเข้าอยู่ ควรเปิดประตู หน้าต่าง และพัดลมระบายอากาศทิ้งไว้อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้สารเคมีระเหยง่าย (VOCs) จากสีและเฟอร์นิเจอร์ใหม่เจือจางลง

  • ทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศและแผ่นกรอง : ล้างแอร์ใหม่ก่อนใช้งาน และเลือกใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรองเกรด HEPA Filter ซึ่งสามารถดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กและสปอร์เชื้อราได้ถึง 99.97%
  • ใช้ผ้ากันไรฝุ่น : หุ้มที่นอน หมอน และผ้านวมด้วยผ้ากันไรฝุ่น และซักทำความสะอาดชุดเครื่องนอนด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียสทุก ๆ 1-2 สัปดาห์
  • เลี่ยงพรมและตุ๊กตา : หลีกเลี่ยงการปูพรมในห้องนอนเด็ก และงดนำตุ๊กตาเข้ามาไว้บนเตียงนอน

          "การรักษาโรคภูมิแพ้ในเด็กที่ได้ผลดีที่สุด คือการรักษาร่วมกันระหว่าง แพทย์ และ ครอบครัว" การตรวจพบสารก่อภูมิแพ้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ไม่เพียงแต่ช่วยหยุดยั้งอาการทรมานจากการจาม คัน หรือผื่นคัน แต่ยังช่วยป้องกันไม่ให้โรคลุกลามไปสู่ โรคหอบหืด (Asthma) ในอนาคต การปรับสภาพแวดล้อมในบ้านควบคู่กับการรักษาทางการแพทย์ คือหัวใจสำคัญที่จะคืนรอยยิ้มและการนอนหลับที่สนิทให้แก่ลูกรัก

 

          โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา ใส่ใจในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมเราพร้อมดูแลเข้าใจถึงความกังวลของคุณพ่อคุณแม่ในการสร้างครอบครัวใหม่ เราพร้อมดูแลลูกน้อยของคุณด้วยทีมกุมารแพทย์เฉพาะทางโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา พร้อมด้วยห้องปฏิบัติการตรวจหา สารก่อภูมิแพ้ที่ได้มาตรฐาน และบรรยากาศคลินิกเด็กที่เป็นมิตร ไม่น่ากลัว เพื่อให้ลูกน้อยได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างนุ่มนวล แม่นยำ และเติบโตอย่างแข็งแรงสดใสในบ้านใหม่อย่างปลอดภัย