เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้🍪
เราใช้ Cookies เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์ออนไลน์ที่ดีที่สุด สรุปนโยบายความเป็นส่วนตัวและ Cookies อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่

อาการจามทุกเช้า ไอเรื้อรัง คัดแน่นจมูก คันตา หรือผื่นคันขึ้นตามตัวบ่อย ๆ หลังจากย้ายเข้าบ้านใหม่ มักเกิดจาก โรคภูมิแพ้ในเด็ก (Pediatric Allergy) ที่ถูกกระตุ้นโดยสารก่อภูมิแพ้แฝง ทั้งสารก่อภูมิแพ้ชีวภาพ เช่น ไรฝุ่น คราบเชื้อรา สปอร์ราจากเครื่องปรับอากาศ รวมถึงสารเคมีระเหยง่ายจากวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ใหม่ (VOCs) เช่น สารฟอร์มาลดีไฮด์ การรักษาในปัจจุบันเน้นการตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ที่แท้จริงด้วย การตรวจเลือดหา Specific IgE เพื่อให้กุมารแพทย์สามารถวางแผนรักษาอย่างตรงจุด ทั้งการใช้ยารักษาตรงอาการ
ภูมิแพ้ในเด็กยุคใหม่ อันตรายแค่ไหน
สถิติจากสมาคมสภาวะภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยาแห่งประเทศไทย พบว่า เด็กไทยป่วยเป็นโรคภูมิแพ้สูงขึ้นถึง 3-4 เท่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยโรคภูมิแพ้อากาศ (Allergic Rhinitis) พบบ่อยที่สุดสูงถึง 40% และโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) พบสูงถึง 15-20% สารก่อภูมิแพ้อันดับ 1 ในบ้านคนไทยที่ทำให้เด็กเกิดอาการภูมิแพ้เรื้อรังคือ "ไรฝุ่น" (Dust Mites) ซึ่งพบสูงถึง 70-80% ของผู้ป่วยเด็กโรคภูมิแพ้ทั้งหมด
อาการ "จามทุกเช้า" เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมากในเด็ก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการที่ระบบทางเดินหายใจ ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัวในขณะนอนหลับหรือตอนตื่นนอน โดยสาเหตุหลักๆ สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้
1. โรคภูมิแพ้อากาศ
หากลูกจามติดต่อกันหลาย ๆ ครั้งในตอนเช้า ร่วมกับมี น้ำมูกใส ๆ คันจมูก คันตา หรือคันคอ มักเกิดจากเยื่อบุจมูกมีความไวต่อ สารก่อภูมิแพ้ในห้องนอน ได้แก่
2. ภาวะเยื่อบุจมูกไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอากาศ
เด็กบางคนไม่ได้แพ้สารก่อภูมิแพ้ แต่เยื่อบุจมูกมีความ "อ่อนไหวผิดปกติ" ต่อปัจจัยทางกายภาพ
3. สารเคมีและระคายเคืองในสิ่งแวดล้อม
สิ่งระคายเคืองเคมีเล็กๆ น้อยๆ ที่สะสมในห้องนอนตลอดคืน สามารถกระตุ้นให้ลูกจามในตอนเช้าได้เช่นกัน
ทำไมย้ายเข้า "บ้านใหม่" หรือบ้านที่เพิ่งรีโนเวท ถึงเริ่มจามและผื่นขึ้น ?
บ้านใหม่แม้จะสะอาดดูไร้ฝุ่น แต่กลับมี "สารก่อภูมิแพ้เคมี" และ "สารก่อภูมิแพ้ชีวภาพ" ซ่อนอยู่ตามจุดต่าง ๆ ดังนี้
อาการแบบไหนที่บอกว่ากำลังเป็น "โรคภูมิแพ้" ไม่ใช่แค่ไข้หวัดธรรมดา?
ไข้หวัดทั่วไป : มักมีไข้ตัวร้อน มีน้ำมูกข้น ปวดเมื่อยตามตัว และอาการจะหายไปเองภายใน 7-10 วัน
เด็กกลุ่มไหนจัดเป็น "กลุ่มเสี่ยงสูง" ที่จะตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ในบ้านง่ายกว่าปกติ?
เด็กที่มีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว : หากพ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกจะมีความเสี่ยงสูงขึ้น 30-50% และหากทั้งพ่อและแม่เป็นภูมิแพ้ ความเสี่ยงของลูกจะพุ่งสูงถึง 70-80%
การหาต้นเหตุ เพื่อการรักษาเฉพาะบุคคล
การรักษาภูมิแพ้ในเด็กยุคใหม่ ไม่ใช่เพียงแค่การกินยาลดน้ำมูกหรือทาครีมสเตียรอยด์ไปวัน ๆ แต่คือการสืบค้นหา "สารก่อภูมิแพ้ตัวจริง" เพื่อการกวาดล้างและสร้างภูมิคุ้มกันอย่างตรงจุด
การตรวจหาตัวการก่อภูมิแพ้ (Allergy Identification)

การตรวจสะกิดผิวหนัง (Skin Prick Test): เป็นวิธีมาตรฐานสากล จุ่มสารสกัดก่อภูมิแพ้แล้วสะกิดเบา ๆ ที่ผิวหนังท้องแขนหรือแผ่นหลังของเด็ก รู้ผลได้รวดเร็วภายใน 15-20 นาที ปลอดภัย และแม่นยำสูง
การเตรียมตัวพาลูกเข้ารับการตรวจภูมิแพ้
งดยารักษาภูมิแพ้ หรือยาลดน้ำมูกกลุ่ม Antihistamine เป็นเวลาอย่างน้อย 3-7 วันก่อนวันตรวจ Skin Prick Test (ตามคำแนะนำของแพทย์)

การปรับสภาพแวดล้อมในบ้านใหม่ก่อนพาเด็กเข้าอยู่
ระบายอากาศเปิดบ้านถ่ายเท (Flush-out) : ก่อนย้ายเข้าอยู่ ควรเปิดประตู หน้าต่าง และพัดลมระบายอากาศทิ้งไว้อย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้สารเคมีระเหยง่าย (VOCs) จากสีและเฟอร์นิเจอร์ใหม่เจือจางลง
"การรักษาโรคภูมิแพ้ในเด็กที่ได้ผลดีที่สุด คือการรักษาร่วมกันระหว่าง แพทย์ และ ครอบครัว" การตรวจพบสารก่อภูมิแพ้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม ไม่เพียงแต่ช่วยหยุดยั้งอาการทรมานจากการจาม คัน หรือผื่นคัน แต่ยังช่วยป้องกันไม่ให้โรคลุกลามไปสู่ โรคหอบหืด (Asthma) ในอนาคต การปรับสภาพแวดล้อมในบ้านควบคู่กับการรักษาทางการแพทย์ คือหัวใจสำคัญที่จะคืนรอยยิ้มและการนอนหลับที่สนิทให้แก่ลูกรัก
โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา ใส่ใจในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมเราพร้อมดูแลเข้าใจถึงความกังวลของคุณพ่อคุณแม่ในการสร้างครอบครัวใหม่ เราพร้อมดูแลลูกน้อยของคุณด้วยทีมกุมารแพทย์เฉพาะทางโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา พร้อมด้วยห้องปฏิบัติการตรวจหา สารก่อภูมิแพ้ที่ได้มาตรฐาน และบรรยากาศคลินิกเด็กที่เป็นมิตร ไม่น่ากลัว เพื่อให้ลูกน้อยได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างนุ่มนวล แม่นยำ และเติบโตอย่างแข็งแรงสดใสในบ้านใหม่อย่างปลอดภัย