Messenger

"วัคซีนครอบครัว" เด็ก ผู้สูงอายุ และวัยทำงาน จำเป็นต้องฉีดวัคซีนอะไรบ้าง?

October 15 / 2026

 

          วัคซีนครอบครัว (Family Vaccination) คือ การวางแผนฉีดวัคซีนป้องกันโรคเชิงรุกให้แก่สมาชิกทุกคนในบ้านครอบคลุม 3 ช่วงวัย ได้แก่ เด็กเล็ก วัยทำงาน และผู้สูงอายุ เพื่อลดความเสี่ยงการเจ็บป่วยรุนแรง ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล และป้องกัน จากวัยทำงานไปสู่วัยเยาว์และผู้สูงวัย โรคสำคัญที่จำเป็นต้องสร้างเกราะป้องกัน ได้แก่ ไข้หวัดใหญ่, ไอกรน/คอตีบ/บาดทยัก, ไวรัสตับอักเสบ บี, โรคไอพีดี (IPD) และงูสวัด การรับบริการวัคซีนยุคใหม่มุ่งเน้นการจัดโปรแกรมเฉพาะบุคคล (Personalized Vaccine Program) เพื่อความปลอดภัย แม่นยำ และสร้างภูมิคุ้มกันสูงสุดให้ทุกคนในบ้าน

 

ความจริงเรื่อง "เชื้อโรคในบ้าน" ที่หลายคนมองข้าม

          พบว่า มากกว่า 60% ของการติดเชื้อในผู้สูงอายุและเด็กเล็ก มีสาเหตุมาจากการได้รับเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียจาก "คนวัยทำงาน" ในบ้านที่นำเชื้อจากนอกบ้านมาติดโดยไม่รู้ตัวเนื่องจากไม่มีอาการรุนแรง ผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มักมีเชื้อไวรัสตับอักเสบหูดหรืองูสวัดซ่อนอยู่ในร่างกาย และ 1 ใน 3 มีโอกาสเกิดโรคงูสวัด ซึ่งสร้างความทรมานจากอาการปวดเส้นประสาทเรื้อรัง  ยาวนานนับปี

 

ความจำเป็นแต่ละช่วงวัยในบ้าน ต้องฉีดวัคซีนอะไรบ้าง ?

1. วัยเด็กเล็ก (0-12 ขวบ) : ปลูกสร้างภูมิคุ้มกันวัยแรกเริ่ม เด็กเล็กมีระบบภูมิคุ้มกันที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่ จึงเป็นวัยที่ไวต่อการติดเชื้อและเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย

  • วัคซีนพื้นฐานจำเป็น : วัคซีนคอตีบ-บาดทยัก-ไอกรน, ตับอักเสบบี, โปลิโอ, หัด-หัดเยอรมัน-คางทูม (MMR) และไข้สมองอักเสบเจอี
  • วัคซีนเสริมที่แนะนำ 

          - วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (Influenza Vaccine): ฉีดปีละ 1 ครั้ง ตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป

          - วัคซีนไอพีดี (IPD Vaccine): ป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสขั้นรุนแรง เช่น ปอดบวม ติดเชื้อในกระแสเลือด และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

          - วัคซีนโรต้า (Rotavirus) และวัคซีนอีสุกอีใส : ป้องกันอุจจาระร่วงรุนแรงและตุ่มผื่นตามร่างกาย

 

2. วัยทำงาน (18-59 ปี) : เสาหลักของบ้าน ผู้เสี่ยงนำเชื้อเข้าสู่ครอบครัว วัยทำงานมักเดินทาง ทำงานนอกบ้าน และเจอผู้คนมากมาย จึงเสี่ยงสะสมเชื้อกลับมาติดลูกและคุณพ่อคุณแม่ที่บ้าน

  • วัคซีนที่ต้องฉีดทุกปี : วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (เพื่อลดการแพร่เชื้อให้คนในบ้าน)
  • วัคซีนที่ต้องกระตุ้นทุก 10 ปี : วัคซีนคอตีบ-บาดทยัก-ไอกรน (Tdap) โดยเฉพาะผู้ที่กำลังเตรียมตัวมีลูกหรือเลี้ยงเด็กเล็ก
  • วัคซีนป้องกันโรคเฉพาะ :

          - วัคซีนไวรัสตับอักเสบ เอ และ บี: หากตรวจเลือดแล้วยังไม่มีภูมิคุ้มกัน เพื่อป้องกันภาวะตับอักเสบเรื้อรังและมะเร็งตับ

          - วัคซีนเอชพีวี (HPV Vaccine): ฉีดได้ทั้งหญิงและชาย เพื่อป้องกันมะเร็งปากมดลูก มะเร็งทวารหนัก และหูดหงอนไก่

 

3. วัยผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) : ปกป้องเกราะที่เริ่มเสื่อมถอย เมื่ออายุมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันจะเสื่อมถอยตามธรรมชาติ (Immunosenescence) และมักมีโรคประจำตัวร่วมด้วย

  • วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิดโดสสูง (High-dose Flu Vaccine) : ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันในผู้สูงวัยได้ดีกว่าวัคซีนขนาดปกติ

  • วัคซีนนิวโมคอคคัส (IPD Vaccine) : แนะนำให้ฉีดเพื่อป้องกันปอดอักเสบรุนแรง การติดเชื้อในกระแสเลือด

  • วัคซีนงูสวัด (Shingles Vaccine) : นวัตกรรมวัคซีนชนิดใหม่ (Recombinant Vaccine) ช่วยป้องกันโรคงูสวัดและลดอาการปวดประสาทเรื้อรังได้สูงถึง 90-97%

          "การฉีดวัคซีนไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันกลุ่มในบ้าน" การที่คนวัยทำงานรับวัคซีนป้องกันโรค ไม่เพียงแต่เป็นการดูแลตนเองให้พร้อมทำงาน แต่คือการสร้างกำแพงล้อมรอบลูกน้อยและพ่อแม่ผู้สูงอายุให้ปลอดภัยจากโรคร้าย การป้องกันก่อนเกิดโรคย่อมประหยัดค่าใช้จ่ายและลดความรุนแรงทางการรักษาได้ดีกว่าการรอให้เจ็บป่วยเสมอ

 

การเตรียมตัวก่อนและหลังการเข้ารับบริการวัคซีน

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีน

  • พักผ่อนให้เพียงพอ : นอนหลับอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงก่อนวันเข้ารับบริการ
  • เลื่อนการฉีดหากมีไข้สูง : หากมีไข้สูง หรือป่วยเฉียบพลัน ควรรอให้อาการหายดีก่อนอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ (ยกเว้นหวัดเล็กน้อยไม่มีไข้สามารถฉีดได้)
  • แจ้งข้อมูลสุขภาพ : แจ้งแพทย์หรือพยาบาลเกี่ยวกับประวัติการแพ้ยา แพ้วัคซีน ประวัติการแพ้ไข่ไก่ โรคประจำตัว หรือการตั้งครรภ์

การดูแลตัวเองหลังการฉีดวัคซีน

  • สังเกตอาการ 30 นาที : นั่งพักสังเกตอาการบริเวณจุดบริการหลังฉีดอย่างน้อย 30 นาที เพื่อประเมินภาวะแพ้รุนแรงที่อาจเกิดขึ้น
  • การดูแลบริเวณที่ฉีด : หากมีอาการปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีด ให้ประคบเย็นได้ และสามารถรับประทานยาลดไข้พาราเซตามอลตามคำแนะนำแพทย์หากมีไข้ต่ำ ๆ
  • งดออกกำลังกายหักโหม : เลี่ยงการยกของหนักหรือออกกำลังกายหนักหน่วงในวันแรกหลังการฉีดวัคซีน

 

อาการหากเกิดอาการแพ้วัคซีน

          อาการแพ้วัคซีนสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่อาการเล็กน้อยทั่วไปที่หายได้เอง ไปจนถึงอาการแพ้รุนแรงเฉียบพลันที่พบได้น้อยมาก ทางการแพทย์จะแบ่งระดับอาการแพ้และปฏิกิริยาหลังได้รับวัคซีนออกเป็น 3 ระดับ ดังนี้ :

1. อาการข้างเคียงทั่วไป (ไม่ใช่การแพ้รุนแรง / พบบ่อยที่สุด)

          เป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายที่กำลังตอบสนองและสร้างภูมิคุ้มกัน มักเกิดขึ้นภายใน 1–2 วันหลังฉีด และหายได้เองใน 2–3 วัน

  • อาการเฉพาะที่ : ปวด บวม แดง คัน หรือรู้สึกอุ่น ๆ บริเวณตำแหน่งที่ฉีดเข็ม
  • อาการทั่วร่างกาย : มีไข้ต่ำ ๆ, ปวดเมื่อยตามตัว/ข้อต่อ, อ่อนเพลีย, ปวดศีรษะเล็กน้อย, หรือครั่นเนื้อครั่นตัว

2. อาการแพ้ระดับปานกลาง (ควรพบแพทย์เพื่อประเมิน)

          มักแสดงอาการทางผิวหนังหรือระบบย่อยอาหาร เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงถึงหลายวันหลังได้รับวัคซีน:

  • ทางผิวหนัง : มีผื่นคัน ผื่นลมพิษขึ้นตามตัว หรือมีอาการบวมเล็กน้อยตามใบหน้า/เปลือกตา
  • ทางระบบย่อยอาหาร : คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หรือถ่ายเหลว

3. อาการแพ้รุนแรงเฉียบพลัน — พบได้น้อยมาก

          เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่มักเกิดขึ้น ภายใน 15–30 นาทีแรกหลังได้รับวัคซีน (เป็นเหตุผลที่โรงพยาบาลต้องให้รอดูอาการ 30 นาทีหลังฉีดเสมอ):

  • ระบบทางเดินหายใจ : แน่นหน้าอก หายใจติดขัด หอบเหนื่อย หายใจมีเสียงวี้ด หรือกลืนลำบากเนื่องจากหลอดลมเกร็งตัวและลำคอบวม
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด : ความดันโลหิตตก วูบ หน้ามืด เวียนศีรษะ ร่างกายอ่อนแรง หรือหมดสติ
  • อาการทางสรีระอื่นๆ : ปากบวม ลิ้นบวม หน้าบวม ผื่นลมพิษเห่อขึ้นรวดเร็วทั่วร่างกาย ตัวเย็น หรือเหงื่อออกมาก

วิธีปฏิบัติตัวเมื่อเกิดอาการ

  1. หากมีอาการเพียงเล็กน้อย (มีไข้/ปวดแผล) : สามารถประคบเย็นบริเวณที่ปวดบวม และรับประทานยาลดไข้พาราเซตามอลได้ตามคำแนะนำ
  2. หากมีผื่นคันขึ้นมาก หรือไข้สูงไม่ลด : ควรกลับไปพบแพทย์หรือพยาบาลเพื่อตรวจประเมิน
  3. หากมีอาการแพ้รุนแรง (แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก หน้าบวม วูบ) : ต้องนำตัวส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที

 

          โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา ใส่ใจในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมเราพร้อมดูแลเข้าใจถึงความกังวลของคุณ เรามีทีมแพทย์เฉพาะทางทั้งกุมารแพทย์ อายุรแพทย์ และแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว พร้อมด้วยระบบการจัดเก็บและให้บริการวัคซีนที่ได้มาตรฐานสากล บรรยากาศคลินิกสะอาด ปลอดเชื้อ และบริการจัดลำดับนัดหมายติดตามการกระตุ้นภูมิอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คุณและคนที่คุณรักได้ใช้ชีวิตร่วมกันอย่างมั่นใจและมีความสุขในทุกช่วงเวลา