Messenger

"ปวดมวนท้อง จุกแน่นลิ้นปี่" อย่ามองข้ามอาจไม่ใช่แค่โรคกระเพาะ เมื่อไหร่ควรสงสัย ACS”

September 15 / 2026

 

โรคกระเพาะ

          อาการปวดจุกแน่นลิ้นปี่ แน่นท้อง แสบร้อนกลางอก หรือปวดมวนท้อง ที่หลายคนมักซื้อยาลดกรดมารับประทานเองโดยคิดว่าเป็น โรคกระเพาะอาหาร (Gastritis) หรือ กรดไหลย้อน แท้จริงแล้วอาจเป็นสัญญาณเตือนอันตรายของ โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน เนื่องจากตำแหน่งของหัวใจและกระเพาะอาหารอยู่ใกล้กัน และมีเส้นประสาทรับความรู้สึกร่วมกัน เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จึงมักแสดงอาการจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ ร้าวไปกราม คอ แขนซ้าย หรือมีเหงื่อแตกท่วมตัว อาการนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินวิกฤตที่ต้องเข้ารับการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) เร็วที่สุด ทันทีที่ผู้ป่วยมาถึง (First mudical contact to EKG < 10 นาที) และทำบอลลูนขยายหลอดเลือดหัวใจด่วนภายใน "Golden Period" (ภายใน 120 นาที) เพื่อป้องกันภาวะหัวใจวายและลดอัตราการเสียชีวิต อย่างทันท่วงที  สำหรับการทำบอลลูน (Primary PCI) ในโรงพยาบาลที่มีความพร้อม เป้าหมายคือ  Door – to – balloon < 90 นาที

 

ภัยเงียบจากความเข้าใจคลาดเคลื่อน

          ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน มักเสียเวลาไปกับการซื้อยาลดกรด ยาแก้ท้องอืด หรือนอนพักผ่อนเพราะเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะหรืออาหารไม่ย่อย  ซึ่งโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของคนไทย ที่เกิดจากความเครียดสะสม การพักผ่อนน้อย และพฤติกรรมการใช้ชีวิต

 

ทำไมโรคหัวใจขาดเลือดถึงแสดงอาการที่ "ลิ้นปี่" คล้ายโรคกระเพาะ ?

          เนื่องจากเส้นประสาทที่มาเลี้ยงหัวใจและอวัยวะในช่องท้องส่วนบน (กระเพาะอาหารและหลอดอาหาร) มีเส้นทางการรับความรู้สึกเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางบางส่วนร่วมกันจึงอาจเกิด referred pain ทำให้สมองรับรู้ความรู้สึกจากหัวใจ เป็นบริเวณลิ้นปี่ หน้าอก หลัง กราม หรือแขนได้

          นอกจากโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันแล้ว อาการ "ปวดมวนท้อง จุกแน่นลิ้นปี่ แสบร้อนกลางอก หรืออาหารไม่ย่อย" ที่หลายคนมักเข้าใจผิดว่าเป็นโรคกระเพาะนั้น แท้จริงแล้วยังสามารถเป็นสัญญาณเตือนของโรคร้ายแรงอื่น ๆ ในช่องท้องและระบบข้างเคียงได้อีกหลายโรค 

1. โรคกรดไหลย้อน

  • ลักษณะอาการ : แสบร้อนบริเวณกลางอก หรือแสบขึ้นมาถึงลิ้นปี่และลำคอ มักมีอาการเรอเปรี้ยว เรอขม คลื่นไส้ หรือรู้สึกเหมือนมีก้อนจุกอยู่ที่คอ

  • จุดสังเกต : มักกำเริบหลังรับประทานอาหารมื้อใหญ่ อาหารรสจัด หรือเมื่อนอนราบ/เอนตัวลงหลังทานอาหารเสร็จ

 

2. โรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น

  • ลักษณะอาการ : ปวด จุก แน่น หรือแสบปวดตื้อ ๆ บริเวณลิ้นปี่

  • ความต่าง : อาการปวดจะสัมพันธ์กับมื้ออาหาร เช่น ปวดมากเวลาท้องว่าง (หิวแล้วปวด) หรือปวดหลังทานอาหารเสร็จไม่นาน และอาจมีอาการจุกแน่นร่วมกับท้องอืด ท้องเฟ้อ

 

3. โรคถุงน้ำดีอักเสบ หรือ นิ่วในถุงน้ำดี

  • ลักษณะอาการ : ปวดจุกแน่นบริเวณใต้ชายโครงขวา หรือลามมาที่ลิ้นปี่และร้าวทะลุไปที่แผ่นหลังหรือหัวไหล่ขวา มักเกิดขึ้นหลังทานอาหารที่มีไขมันสูง

  • จุดสังเกต : อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ร่วมกับมีไข้สูง หากถุงน้ำดีเกิดการอักเสบติดเชื้อเฉียบพลัน

 

4. โรคตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน

  • ลักษณะอาการ : ปวดท้องรุนแรงบริเวณลิ้นปี่หรือรอบสะดือ ลักษณะการปวดจะ ปวดร้าวทะลุไปที่ด้านหลังอย่างรุนแรง นอนไม่หลับ ท่าที่พอช่วยบรรเทาได้คือการนั่งโน้มตัวไปข้างหน้า

  • สาเหตุสำคัญ : มักเกิดจากการดื่มสุราเรื้อรัง หรือมีนิ่วในถุงน้ำดีหลุดไปอุดตันท่อน้ำตับอ่อน 

 

5. ภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพองหรือปริแตก

  • ลักษณะอาการ : ปวดแน่นลิ้นปี่หรือปวดท้องรุนแรงร่วมกับปวดหลังส่วนล่างแบบเฉียบพลัน โดยเฉพาะร่วมกับมีภาวะความดันต่ำ / หน้ามืด / หมดสติ
  • ระดับความรุนแรง : เป็น ภาวะฉุกเฉินวิกฤตถึงชีวิต หากหลอดเลือดแดงใหญ่ปริแตก จะทำให้เกิดการตกเลือดภายในช่องท้องอย่างรวดเร็วและช็อกหมดสติทันที

 

 

สังเกตอย่างไร ? แยกความต่างระหว่าง "โรคกระเพาะ" กับ "หัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน"

  • โรคกระเพาะอาหาร / กรดไหลย้อน

- มักสัมพันธ์กับมื้ออาหาร (ปวดเวลาท้องว่าง หรือปวดหลังทานอาหารรสจัด)

- อาการปวดมักเป็น ๆ หาย ๆ บรรเทาได้ด้วยการทานยาลดกรด หรืออาหารอ่อน ๆ

  • โรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน 

- มักถูกกระตุ้นด้วยความเครียด การออกกำลังกายหนัก หรือการทำงานเหนื่อย ๆ (แต่บางครั้งเกิดขึ้นได้แม้ขณะพักผ่อนหรือนอนหลับ)

- ลักษณะอาการจะ แน่นอึดอัดเหมือนมีของหนักมาทับ บริเวณกลางอกหรือลิ้นปี่ หายใจไม่อิ่ม

- อาการปวดมัก ร้าวไปที่กราม คอ ไหล่ หรือแขน

- มีอาการร่วมอันตราย เช่น เหงื่อแตกพลั่ก ตัวเย็นเฉียบ คลื่นไส้อาเจียน และหน้ามืดวิงเวียนคล้ายจะเป็นลม

 

กลุ่มเสี่ยงใดบ้างที่มีโอกาสเกิดภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ?

  • วัยทำงานและผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว: ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง และโรคอ้วน

  • กลุ่มคนทำงานที่เครียดสะสมและพักผ่อนน้อย: พนักงานออฟฟิศหรืออาชีพอิสระที่ทำงานหนักสูบบุหรี่จัด และไม่ออกกำลังกาย

  • ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจกำเริบฉับพลัน

 

สัญญาณเตือนภัยอาการแบบนี้... ต้องรีบไปโรงพยาบาล!

          หากคุณหรือคนในครอบครัวมีอาการดังต่อไปนี้ ร่วมกับอาการจุกแน่นลิ้นปี่ ให้ตระหนักไว้ก่อนเลยว่าอาจไม่ใช่โรคกระเพาะ

  • แน่นหน้าอกหรือจุกแน่นลิ้นปี่ นานเกิน 10-15 นาที และไม่อาการดีขึ้นแม้จะพักผ่อนหรือทานยาลดกรด
  • หายใจหอบเหนื่อยเฉียบพลัน นอนราบไม่ได้
  • เหงื่อออกมากผิดปกติโดยไม่มีสาเหตุ ตัวเย็นซีด
  • เวียนศีรษะหน้ามืด คล้ายจะหมดสติ

 

ข้อควรกระทำเมื่อสงสัยภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน

  • ห้ามขับรถมาโรงพยาบาลด้วยตนเองเด็ดขาด : หากสงสัย ACS ควรโทร. 1669 แทนการขับรถมาโรงพยาบาลด้วยตนเอง

  • แจ้งประวัติโรคและยา: เตรียมข้อมูลโรคประจำตัว ยาที่ทานเป็นประจำ และประวัติการแพ้ยาให้แพทย์ทราบอย่างละเอียด

 

การตรวจประเมินผู้ป่วยที่สงสัย ACS

  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG / ECG) : ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่อดูจังหวะการเต้น และหาความผิดปกติของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด

  • การเจาะเลือดตรวจหัวใจ (Cardiac Biomarkers / Troponin) : ตรวจหาโปรตีนที่รั่วไหลออกมาจากเซลล์กล้ามเนื้อหัวใจเมื่อเกิดภาวะขาดเลือดเฉียบพลัน

  • การวิ่งสายพาน (Exercise Stress Test - EST) หรือการอัลตราซาวนด์หัวใจ (Echocardiogram): ใช้ประเมินสมรรถภาพและการทำงานของหัวใจในกลุ่มที่มีอาการเรื้อรัง

  • การตรวจไขมัน (Lipid  profite) น้ำตาล (FBS), CAC เพื่อประเมินปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือด

 

 

การตรวจคัดกรองมีความสำคัญอย่างไรกับเรา ?

  1. ป้องกันความผิดพลาดในการรักษาชีวิต : ช่วยแยกแยะอาการที่คล้ายกันระหว่าง "โรคกระเพาะธรรมดา" กับ "ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันหรือหลอดเลือดแดงใหญ่ปริแตก" ซึ่งช่วยชีวิตผู้ป่วยไว้ได้ทันท่วงทีก่อนเกิดเหตุวิกฤต
  2. รักษาได้ตรงจุด หายขาดจากต้นตอ: แทนที่จะทานยาลดกรดหรือยาแก้ปวดไปเรื่อย ๆ การตรวจเจอสาเหตุที่แท้จริง (เช่น พบเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะ หรือนิ่วในถุงน้ำดี) จะทำให้แพทย์วางแผนรักษาให้หายขาดได้ ไม่ต้องทนทรมานเรื้อรัง
  3. ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในระยะยาว: การปล่อยให้โรคดำเนินไปจนถึงขั้นรุนแรงหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน จะต้องใช้ค่ารักษาพยาบาลที่สูงและการพักฟื้นที่ยาวนาน การตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงเป็นการลงทุนเพื่อสุขภาพที่คุ้มค่าที่สุด
  4. สร้างความสบายใจและลดความกังวล: การรู้ผลตรวจที่ชัดเจนช่วยคลายความเครียด ความวิตกกังวลว่าตนเองกำลังเป็นโรคร้ายแรง และทำให้เราปรับพฤติกรรมดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้องตรงจุด

 

"อาการปวดท้อง จุกแน่นลิ้นปี่ อาจไม่ใช่แค่เรื่องของกระเพาะอาหาร"

          การไม่นิ่งนอนใจและเลือกเข้ารับการตรวจคัดกรองคลื่นไฟฟ้าหัวใจเมื่อมีอาการผิดปกติ คือเกราะป้องกันชีวิตที่ดีที่สุด ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ตรงจุดและรอดพ้นจากวิกฤตหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้อย่างปลอดภัย

 

          โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา ใส่ใจในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เราพร้อมดูแลหัวใจของคุณและครอบครัวด้วย ทีมอายุรแพทย์และศัลยแพทย์หัวใจเฉพาะทาง เพียบพร้อมด้วยห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ (Cath Lab) และเทคโนโลยีช่วยชีวิตขั้นสูงที่ได้มาตรฐานสากล พร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่า ทุกวิกฤตหัวใจจะได้รับการดูแลอย่างรวดเร็ว แม่นยำ และปลอดภัย