Messenger

ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน (Acute Sinusitis) สัญญาณเตือนที่ควรรู้ กับเทคโนโลยีรักษาไซนัส คืนความโล่งให้ลมหายใจคุณ

August 24 / 2026

 

          ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน คือ การอักเสบของเยื่อบุโพรงอากาศข้างจมูกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีระยะเวลาของโรค ไม่เกิน 4 สัปดาห์ มักพัฒนามาจากไข้หวัดหรือภูมิแพ้ อาการเด่นที่ต้องสังเกต คือ น้ำมูกขุ่นข้นสีเขียว หรือเหลือง ปวดตื้อบริเวณใบหน้าและโหนกแก้ม รวมถึงการรับกลิ่นที่ลดลง การรักษาที่รวดเร็วด้วยยาปฏิชีวนะและการล้างจมูกที่ถูกวิธีจะช่วยป้องกันไม่ให้กลายเป็นไซนัสอักเสบเรื้อรังที่ต้องลงเอยด้วยการผ่าตัด ภายภาคหน้า

          ไซนัสอักเสบอาจเกิดจากพัฒนาจากแบคทีเรีย ผู้ป่วยกว่า 70% มักมีอาการดีขึ้นในช่วงแรกของหวัด แต่กลับมาแย่ลงอย่างกะทันหันในวันที่ 5-7  ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนของไซนัสอักเสบเฉียบพลัน หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง ผู้ป่วยกว่า 90% สามารถหายขาดได้ด้วยการทานยา โดยไม่ต้องทำหัตถการ

 

ใครคือ "กลุ่มเสี่ยง" ที่ไซนัสจะถามหาบ่อยที่สุด?

  • กลุ่มภูมิแพ้จมูก (Allergic Rhinitis) : เยื่อบุจมูกที่บวมง่ายจะขัดขวางการระบายน้ำมูกในโพรงไซนัส
  • ผู้ที่มีโครงสร้างจมูกผิดปกติ : เช่น ผนังกั้นจมูกคด หรือริดสีดวงจมูกขนาดเล็ก
  • ผู้ที่สูบบุหรี่หรือรับมลพิษ : ควันบุหรี่ ฝุ่นควัน หรือฝุ่น PM 2.5 ทำลายขนกวัด (Cilia) ในจมูกที่ทำหน้าที่พัดโบกเชื้อโรคออกไป
  • เด็กเล็กในวัยเรียน : เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่และติดต่อหวัดกันได้ง่าย

 

ปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิด "ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน" ?

          สาเหตุหลักเกิดจากการติดเชื้อ ไวรัส (พบบ่อยที่สุด) ตามมาด้วยการติดเชื้อ แบคทีเรียแทรกซ้อนเมื่อโพรงจมูกบวมจนรูเปิดไซนัสอุดตัน ทำให้น้ำมูกค้างอยู่ข้างในจนกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อหนอง

  • เป็นหวัดยืดเยื้อ : เริ่มต้นจากการเป็นหวัดธรรมดา มีน้ำมูกใส แต่แทนที่จะหายภายใน 5-7 วัน กลับเป็นนานขึ้น และน้ำมูกเริ่มเปลี่ยนจากใสเป็น "ขาวขุ่น" หรือ "เหลืองเขียว"
  • อาการคัดจมูกที่ "หนัก" ขึ้น : รู้สึกจมูกตันตลอดเวลาจนต้องหายใจทางปาก และเริ่มมีอาการ "เสียงขึ้นจมูก"
  • ความรู้สึก "ตื้อ" และ "หนัก" ใบหน้า : เริ่มรู้สึกปวดหน่วงๆ บริเวณหัวตา โหนกแก้ม หรือหน้าผาก โดยเฉพาะเวลา "ก้มหัว" หรือเปลี่ยนท่าทางเร็วๆ จะรู้สึกปวดตุบๆ อย่างชัดเจน
  • เสมหะลงคอเรื้อรัง : เริ่มมีอาการระคายคอ ต้องกระแอมบ่อยๆ โดยเฉพาะช่วงตื่นนอนตอนเช้า เพราะน้ำมูกจากไซนัสไหลลงไปค้างที่คอหอยตลอดคืน
  • การรับรสและกลิ่นที่เปลี่ยนไป : อาหารเริ่มไม่อร่อยเหมือนเดิม หรือรู้สึกว่าจมูกรับกลิ่นได้ไม่ดีเท่าปกติ

 

 

          อาการเริ่มแรกของไซนัส มักพัฒนามาจากโรคหวัดหรือภูมิแพ้ที่คัดจมูกยาวนานกว่า 10 วัน ร่วมกับอาการปวดตื้อบริเวณใบหน้า ส่วนโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำ ขึ้นอยู่กับการควบคุมปัจจัยกระตุ้น โดยเฉพาะการจัดการโรคภูมิแพ้และการรักษาวินัยใน "การล้างจมูกสม่ำเสมอ" ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ทางเดินหายใจโล่งและลดโอกาสการกลับมาอักเสบซ้ำ

 

สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่า "นี่ไม่ใช่หวัดธรรมดา"?

         หากคุณมีอาการเกิน 10 วัน หรือมีอาการรุนแรงดังต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์ทันที:

  • สีน้ำมูกเปลี่ยนไป : น้ำมูกข้นเขียวหรือเหลืองตลอดทั้งวัน (ไม่ใช่เฉพาะแค่ตื่นนอน)
  • ปวดตื้อเฉพาะจุด : ปวดบริเวณหัวตา โหนกแก้ม หรือหน้าผาก และจะปวดมากขึ้นเมื่อก้มศีรษะ
  • มีไข้สูง : มักมีไข้ร่วมกับการปวดใบหน้าและน้ำมูกขุ่น
  • ลมหายใจมีกลิ่น : เนื่องจากหนองในโพรงไซนัสไหลลงคอหรือค้างอยู่ในโพรงจมูก

 

แก้ไขให้ตรงจุดเพื่อหยุดอาการ ด้วยแนวทางการรักษาและเทคโนโลยี

          ปัจจุบันมีการรักษาที่แม่นยำและช่วยให้คนไข้สบายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

  • ยาปฏิชีวนะ (Antibiotics) : แพทย์จะพิจารณาให้ในกรณีที่สงสัยการติดเชื้อแบคทีเรีย เพื่อกำจัดเชื้อให้หมดสิ้นและป้องกันการลุกลาม
  • ยาพ่นจมูกลดบวม (Nasal Steroids) : ช่วยลดการอักเสบของเยื่อบุจมูก ทำให้รูเปิดไซนัสโล่งขึ้น ระบายน้ำมูกได้ดีขึ้น
  • การล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ (Nasal Irrigation) : เทคโนโลยีน้ำเกลือความดันเหมาะสมจะช่วยชะล้างน้ำมูกข้นและเชื้อโรคออกจากโพรงจมูก ลดการคั่งค้างได้โดยตรง
  • การตรวจวินิจฉัยเชิงลึก : หากอาการไม่ชัดเจน แพทย์อาจใช้การส่องกล้องจมูก (Endoscopy) ขนาดเล็กเพื่อดูตำแหน่งอักเสบจริง ทำให้รักษาได้แม่นยำกว่าการคาดเดาจากอาการ

 

          หัวใจของการรักษาไซนัสเฉียบพลัน คือ การเปิดทางระบายให้น้ำมูกไหลออกได้ตามปกติ" การได้รับยาที่ถูกต้องร่วมกับการล้างจมูกอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เยื่อบุกลับมาทำงานได้ปกติภายใน 7-14 วัน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะทานเอง เพราะอาจทำให้เชื้อดื้อยาและกลายเป็นไซนัสเรื้อรังที่รักษายากขึ้น และใช้เวลารักษายาวนาน

 

การดูแลสุขภาพเพื่อรักษาอาการให้ดีขึ้น

ก่อนการรักษา :

  • พักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำอุ่นมากๆ เพื่อให้น้ำมูกไม่ข้นเหนียว
  • สังเกตและจดบันทึกสีของน้ำมูกและตำแหน่งที่ปวดเพื่อแจ้งแพทย์
  • หลีกเลี่ยงที่ที่มีฝุ่นละออง ควันบุหรี่ หรืออากาศเย็นจัด

หลังการรักษา :

  • ทานยาให้ครบ: โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ ห้ามหยุดยาเองแม้จะรู้สึกดีขึ้นแล้ว เพื่อป้องกันเชื้อดื้อยา
  • ล้างจมูกอย่างถูกวิธี: ทำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น เพื่อระบายหนองที่ค้างอยู่ออก
  • ติดตามผล: หากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 3-5 วันหลังทานยา หรือมีอาการปวดตา ตาบวม ให้รีบกลับมาพบแพทย์ทันที

 

กฎ 10 วัน แยก "หวัด" ออกจาก "ไซนัส"

         ไซนัสอักเสบหากอาการคัดจมูก ปวดใบหน้า หรือน้ำมูกขุ่น ไม่ดีขึ้นเลยหลังผ่านไป 10 วัน หรือ อาการแย่ลงอย่างกะทันหันในวันที่ 5 - 6 ของการเป็นหวัด ให้สงสัยว่าเป็นไซนัสอักเสบเฉียบพลันได้

 

สัญญาณอันตราย "ต้องรีบมาโรงพยาบาลทันที"

          ไซนัสเฉียบพลันอาจลุกลามไปยังอวัยวะข้างเคียงได้ หากมีอาการเหล่านี้ อย่ารอให้รีบมาพบแพทย์ทันที

  • ตาบวมแดง หรือเห็นภาพซ้อน
  • ปวดศีรษะรุนแรงมาก ร่วมกับคอแข็งก้มไม่ได้
  • ไข้สูงลอย และมีอาการซึมลง

 

          โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา ใส่ใจในการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยทุกอาการ เชิญชวนให้คุณก้าวเข้ามาพูดคุยและรับคำปรึกษาโดยตรงกับ ทีมแพทย์เฉพาะทางหู คอ จมูก (ENT) ที่เชี่ยวชาญการใช้เครื่องมือ RF รุ่นทันสมัยที่สุด ซึ่งสามารถควบคุมระดับพลังงานได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงต่อเนื้อเยื่อข้างเคียง พร้อมระบบการตรวจวินิจฉัยที่ละเอียดก่อนเริ่มทำ เพื่อให้มั่นใจว่า RF คือคำตอบที่ใช่สำหรับปัญหาของคุณจริงๆเพราะเป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงแค่การรักษาโรค แต่คือการ "ออกแบบแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของคุณที่สุด"