Messenger

Why are single and married individuals at risk of cervical cancer?

April 03 / 2026

ทำไมโสดหรือไม่โสดก็เสี่ยงมะเร็งปากมดลูกได้?
เจาะลึกวิธีดูแลมดลูกให้สตรองทุกช่วงอายุ

        มะเร็งปากมดลูก (Cervical Cancer) ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) ผ่านการสัมผัสหรือการมีเพศสัมพันธ์ เป็นมะเร็งที่ผู้หญิงสามารถป้องกันได้เกือบ 100% หากได้รับวัคซีน HPV ตั้งแต่อายุน้อยและเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ (Pap Test / HPV DNA Test) แม้ในผู้ที่ไม่มีอาการผิดปกติ การตรวจพบในระยะก่อนมะเร็งช่วยให้รักษาได้ทันเวลา

ความจริงที่ผู้หญิงไทยควรรู้

         มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากเป็น อันดับ 2 ในผู้หญิงไทยรองจากมะเร็งเต้านม ในแต่ละวัน มีผู้หญิงไทยเสียชีวิตจากโรคนี้เฉลี่ยถึง 10-12 คน ซึ่งเป็นสถิติที่น่าเสียดายเพราะมะเร็งปากมดลูก เป็นโรคที่ป้องกันได้ แม้มักพบในช่วงอายุ 35-50 ปี แต่ปัจจุบันพบผู้ป่วยหน้าใหม่ในกลุ่ม อายุน้อยกว่า 30 ปี เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมเสี่ยงและการเข้าถึงการตรวจคัดกรองที่ยังไม่ทั่วถึง

         พฤติกรรมเสี่ยงที่นำไปสู่โรค "มะเร็งปากมดลูก" ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการได้รับเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) และปัจจัยที่ทำให้ร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อออกไปได้เองจนเกิดการติดเชื้อเรื้อรังและกลายเป็นมะเร็งในที่สุด 

 

1. พฤติกรรมเสี่ยงด้านสุขภาวะทางเพศ

เนื่องจากเชื้อ HPV ติดต่อผ่านการสัมผัสทางผิวหนังหรือเยื่อบุบริเวณอวัยวะเพศ พฤติกรรมเหล่านี้จึงเพิ่มโอกาสได้รับเชื้อสูงขึ้น:

  • การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย (ก่อนอายุ 18 ปี): เนื่องจากเซลล์บริเวณปากมดลูกของเด็กสาวยังเปลี่ยนแปลงไม่สมบูรณ์ ทำให้ไวรัสเข้าสู่เซลล์ได้ง่ายและฝังตัวได้ลึกกว่าวัยผู้ใหญ่
  • การมีคู่นอนหลายคน หรือมีคู่นอนที่มีพฤติกรรมเสี่ยง: ยิ่งเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ยิ่งเพิ่มโอกาสเจอเชื้อ HPV สายพันธุ์ก่อมะเร็ง (สายพันธุ์ 16 และ 18)
  • การไม่ใช้ถุงยางอนามัย: แม้ถุงยางจะป้องกัน HPV ไม่ได้ 100% (เพราะเชื้อติดผ่านการสัมผัสผิวรอบข้างได้) แต่ช่วยลดปริมาณเชื้อและการรับเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ที่อาจกระตุ้นการอักเสบได้

2. พฤติกรรมที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน

ร่างกายปกติสามารถกำจัดเชื้อ HPV ออกไปได้เองภายใน 1-2 ปี แต่พฤติกรรมเหล่านี้ทำให้ร่างกายสู้ไวรัสไม่ได้:

  • การสูบบุหรี่จัด: สารนิโคตินและสารก่อมะเร็งในบุหรี่จะไปสะสมที่เมือกบริเวณปากมดลูก ทำให้ภูมิคุ้มกันเฉพาะที่อ่อนแอลง และกระตุ้นให้เซลล์ที่ติดเชื้อ HPV เปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็งได้เร็วขึ้น (เสี่ยงกว่าคนไม่สูบถึง 2 เท่า)
  • การละเลยการดูแลสุขภาพ: พักผ่อนน้อย มีความเครียดสะสม ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันภาพรวมถดถอย

3. พฤติกรรมด้านการละเลยการป้องกัน / ตรวจคัดกรอง

  • การไม่เข้ารับการตรวจคัดกรอง (Pap Smear / HPV DNA Test): นี่คือพฤติกรรมเสี่ยงที่อันตรายที่สุด เพราะมะเร็งปากมดลูกใช้เวลาฟักตัว 5-10 ปี หากตรวจพบในระยะก่อนมะเร็งสามารถรักษาให้หายได้ แต่หากไม่ตรวจเลยมักจะรู้ตัวเมื่อลุกลามแล้ว
  • การไม่ฉีดวัคซีน HPV: โดยเฉพาะในวัยเด็กหรือวัยรุ่นที่ยังไม่มีเพศสัมพันธ์ ถือเป็นการเสียโอกาสในการสร้างเกราะป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูงสุด (ป้องกันได้กว่า 90%)

4. ปัจจัยเสริมอื่นๆ

  • การตั้งครรภ์และคลอดบุตรหลายคน (มากกว่า 5 คน): สถิติพบว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนและการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อปากมดลูกซ้ำๆ
  • การใช้ยาคุมกำเนิดติดต่อกันเป็นเวลานาน (เกิน 5 ปี): มีงานวิจัยระบุว่าอาจเพิ่มความเสี่ยงเล็กน้อย (ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความสมดุลของร่างกาย)

อาการแบบไหนที่เริ่ม "ผิดปกติ" และต้องมาพบแพทย์

ส่วนใหญ่ในระยะแรก "จะไม่มีอาการเลย" แต่หากเริ่มมีอาการต่อไปนี้ ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์ทันที:

  • เลือดออกผิดปกติ: เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์, เลือดออกกะปริดกะปรอยระหว่างรอบเดือน หรือเลือดออกหลังวัยทอง
  • ตกขาวผิดปกติ: ตกขาวมีกลิ่นเหม็น, ปนเลือด หรือมีลักษณะคล้ายน้ำล้างเนื้อ
  • อาการระยะลุกลาม: ปวดท้องน้อยรุนแรง, ขาบวม หรือปัสสาวะมีเลือดปน

เทคโนโลยีการป้องกันและรักษา: เกราะคุ้มกันผู้หญิงยุคใหม่

ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีที่ช่วยให้การ "ป้องกัน" ทำได้ง่ายและแม่นยำกว่าเดิม:

  • 9-valent HPV Vaccine: วัคซีนรุ่นล่าสุดที่ครอบคลุมเชื้อ HPV ถึง 9 สายพันธุ์ ป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้มากกว่า 90% รวมถึงโรคหูดหงอนไก่
  • HPV DNA Test: เทคโนโลยีการตรวจลึกถึงระดับพันธุกรรมของไวรัส สามารถระบุสายพันธุ์เสี่ยงสูงได้ทันที แม้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ (แม่นยำกว่า Pap Smear แบบดั้งเดิม)
  • Colposcopy & LEEP: หากตรวจพบความผิดปกติ แพทย์สามารถใช้การส่องกล้องขยาย (Colposcopy) และการตัดเนื้อเยื่อด้วยห่วงไฟฟ้า (LEEP) เพื่อรักษาในระยะก่อนมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องตัดมดลูกทิ้ง

 

 

ทุกช่วงวัยของผู้หญิง ต้องดูแลตัวเองอย่างไร?

  • วัยเด็ก (9-15 ปี) : ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการ ฉีดวัคซีน HPV (ฉีดได้ถึงอายุ 45 ปี) เพราะร่างกายจะสร้างภูมิคุ้มกันได้สูงสุดก่อนการมีสัมผัสเชื้อครั้งแรก
  • วัยทำงาน (21-60 ปี): ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเป็นประจำ แม้จะฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม โดยแนะนำให้ตรวจ HPV DNA Test ซึ่งแม่นยำกว่าการตรวจแบบเดิม
  • วัยทอง (60 ปีขึ้นไป): ควรตรวจคัดกรองเป็นประจำทุกปี และหมั่นสังเกตความผิดปกติของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

 

โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา ใส่ใจในการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยทุกอาการ เชิญชวนให้คุณก้าวเข้ามาพูดคุยและรับคำปรึกษาโดยตรงกับ ทีมแพทย์เฉพาะทาง ของเรา เพราะเป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงแค่การรักษาโรค แต่คือการ "ออกแบบแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และความต้องการของคุณที่สุด" เรามุ่งเน้นการดูแลผู้หญิงแบบ "Wellness and Prevention" ศูนย์สูตินรีเวชของเราพร้อมให้บริการตั้งแต่การให้คำปรึกษาเรื่องวัคซีน HPV ไปจนถึงการตรวจคัดกรองด้วยเทคโนโลยี HPV DNA Test ที่ทันสมัยที่สุด ภายใต้บรรยากาศที่เป็นส่วนตัวและดูแลโดยสูตินรีแพทย์เฉพาะทางตลอด 24 ชั่วโมง